ไขความลับ! ปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ ดูแลรักษายังไง ? ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

กระบวนการสร้างเม็ดสี (Melanogenesis)
เม็ดสีผิว (melanin pigment) ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV ถูกสร้างขึ้นภายในออร์แกเนลล์ที่มีชื่อว่าเมลาโนโซมซึ่งอยู่ภายในเซลล์เมลาโนไซต์ภายในเมลาโนโซมมีเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการสร้างเม็ดสีผิว โดยการเปลี่ยน Tyrosine เป็น DOPA และเปลี่ยน DOPA ไปเป็น Dopaquinone หลังจากนั้นจะเกิด auto-oxidation ได้เป็นเม็ดสีผิว โดยเซลล์เมลาโนไซต์จะมีส่วนรยางค์ยื่นไปสู่เซลล์เคราติโนไซต์ทำหน้าที่ขนส่งเม็ดสีผิวขึ้นมายังบริเวณผิวหนังชั้นหนังกำพร้า
เม็ดสีผิวแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
- Eumelanin เป็นเม็ดสีผิวที่มีสีน้ำตาลหรือดำ
- Pheomelanin เป็นเม็ดสีผิวที่มีสีแดงอมเหลือง

จุดด่างดำ (Hyperpigmentation)
คือลักษณะผิวหนังที่มีสีเข้มกว่าผิวบริเวณใกล้เคียง เป็นปัญหาผิวที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ผิดปกติในการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่ใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เซลล์เม็ดสีเกิดการกระจุกรวมตัวกันมากกว่าปกติในบางจุด ส่งผลให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีเข้มขึ้นกว่าผิวบริเวณรอบๆ โดยมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม แสงแดด หรืออาจเกิดจากสิวอักเสบหรือสิวอุดตันที่ทิ้งรอยไว้
- ลักษณะจุดที่ด่างดำเกิดจากฝ้า จะเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน เพิ่มระดับไปจนเข้ม เกาะกลุ่มเป็นกระจุก
- ลักษณะจุดที่ด่างดำเกิดจากกระ จะเป็นจุดเล็กๆ กลมๆ เห็นเส้นขอบชัดเจน และกระจายอยู่ทั่วใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณแก้ม
- ลักษณะจุดด่างดำจากสิว จะมีรอยคล้ำเป็นวงกลมหรือตามรูปสิว ซึ่งยิ่งมีอาการอักเสบรุนแรงสีของรอยดำก็จะยิ่งเข้มมาก
ฝ้า ( Melasma หรือ Chloasma )
ลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลถึงดำเรียบไปกับผิว โดยจะมีสีเข้มกว่าสีผิวปกติรอบข้าง ขอบเขตไม่สม่ำเสมอ เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานมากขึ้นกว่าปกติและจำนวนเซลล์เมลาโนไซต์เพิ่มมากขึ้น เม็ดสีจึงถูกสร้างออกมามากกว่าเดิม ในผิวหนังจึงมีเม็ดสีหรือเมลานินมากขึ้น การเกิดฝ้าไม่เป็นอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย และฝ้าไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่มักจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ พบมากบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดบ่อยๆ เช่น โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก ขมับ เหนือริมฝีปาก และจมูก โดยมักมีเท่ากันทั้ง 2 ข้าง และยังพบได้บริเวณคอ ไหล่ แขน หน้าอก และหลัง พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และส่วนใหญ่เริ่มพบในวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี โดยฝ้าแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด

- ฝ้าตื้น (Epidermal type) เป็นฝ้าที่อยู่ในระดับชั้นหนังกำพร้าหรือผิวชั้นนอก ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล มีเส้นขอบชัด เกิดขึ้นได้ง่าย มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี สามารถรักษาให้หายได้และใช้เวลาไม่นาน
- ฝ้าลึก (Dermal type) เป็นฝ้าที่อยู่ในระดับลึกกว่าชั้นหนังกำพร้า คืออยู่ในชั้นหนังแท้ ด้วยความลึกจึงทำให้เกิดการแสดงของสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง และมีขอบไม่ชัด เป็นฝ้าที่รักษาได้ยากและใช้เวลานาน
- ฝ้าผสม (Indeterminate type) เป็นฝ้าที่พบได้บ่อยที่สุดในสามกลุ่มนี้ โดยมีทั้งปื้นสีน้ำตาลและสีน้ำตาลอมฟ้าหรือม่วง และตอบสนองแค่ต่อการรักษาบางอย่าง

นอกจากนี้ยังมีฝ้าเลือด (Telangiectatic melasma) ที่ไม่ได้เกิดจากการสร้างเม็ดสีผิดปกติ แต่เกิดจากเส้นเลือดฝอยบริเวณใบหน้าขยายตัวผิดปกติ โดยมักเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนรวมถึงการใช้ยาฮอร์โมนรูปแบบต่างๆ และมักมีผิวแดงง่ายเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด
กระ (Freckle)
จุดเล็กๆ สีน้ำตาลที่กระจายอยู่บนใบหน้า ซึ่งเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานิน สร้างเซลล์เม็ดสีที่มากเกินไป มักเกิดขึ้นบริเวณโหนกแก้ม จมูก หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมักเกิดขึ้นกับคนที่มีลักษณะผิวขาวมากกว่าคนผิว กระไม่สามารถหายเองได้ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษา กระก็อาจจะกระจายตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

กระตื้น (Ephelis)
มีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัดขนาด 2-3 มิลลิเมตร เห็นชัดเมื่อโดนแสงแดดกระทบ มักพบได้บริเวณที่สัมผัสแสงแดด มักพบในชาวยุโรป พบมากบริเวณโหนกแก้ม จมูก มีสาเหตุหลักจากพันธุกรรม

กระลึก (Freckle)
มีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ คล้ายกับกระตื้นแต่จะมีสีเข้มกว่า คือมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีออกเทาดำ ขับเขตไม่ชัด ขนาด 2-3 มิลลิเมตร มักพบที่โหนกแก้มและจมูก สีจะค่อยๆเข้มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และจะยิ่งมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด พบมากในหมู่คนเอเชีย มีสาเหตุหลักจากพันธุกรรมเช่นเดียวกัน

กระแดด (Lentigo, Lentigines, Liver spots, Sunspots)
ลักษณะเป็นจุดหรือเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาด 0.3-2 ซ.ม. มักพบบ่อยบริเวณใบหน้า ลำตัว ซึ่งมักเจอในกลุ่มคนสูงอายุ คนผิวขาวจัด มีสาเหตุหลักจากแสงแดดและการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน

กระเนื้อ (seborrheic keratosis)
เนื้องอกของผิวหนัง ลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก ผิวขรุขระ สีน้ำตาลอ่อนจนไปเข้มและดำ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขน และลำตัว เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่ผิดรูปแบบไป ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้กรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น
ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้า กระ
- แสงแดด
เป็นเป็นสาเหตุหลักๆ ของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ เพราะสิ่งที่มาพร้อมกับแสงแดดคือรังสี UVA UVB โดยเฉพาะช่วง 10.00-14.00 น. ที่แสงยูวีจะแรงมากอันตรายต่อผิวหนังและดวงตา เพราะรังสียูวีในแสงแดดก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากซึ่งอาจไปกระตุ้นเซลล์เม็ดสีให้ทำงานเพิ่มขึ้นมาก เกิดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำตามมาในที่สุด นอกจากแสงแดดแล้ว แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ก็กระตุ้นการสร้างเม็ดสีได้เช่นกัน - พันธุกรรม
มีรายงานว่าพันธุกรรมส่งผลต่อฝ้าและกระได้ถึงเกือบ 50% หากมีคนในครอบครัวมีฝ้ากระก็มีแนวโน้มที่เราจะเกิดฝ้ากระสูง - ฮอร์โมน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ในภาวะตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน การทานยาคุมกำเนิด เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าได้ มักพบฝ้าได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สำหรับฝ้าที่เกิดในช่วงตั้งครรภ์ที่พบมากโดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 เมื่อคลอดแล้ว ฝ้าจะค่อยๆ จางลงโดยใช้ระยะเวลาเป็นเดือนๆ และอาจเหลือร่องรอยดำไว้บ้าง ในส่วนของยาคุมกำเนิดมักมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจส่งผลกระตุ้นการเกิดฝ้าได้ ในคนที่ทานยาคุมกำเนิดติดต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป มักมีปัญหาเรื่องฝ้า - อายุมากขึ้น
ปัญหาฝ้ากระที่เกิดเมื่ออายุมากขึ้นเกิดจากกลไกการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายทำงานได้ช้าลง รวมไปถึงการเผชิญกับแสงแดด มลภาวะและสภาพแวดล้อมที่คอยทำร้ายผิวมาเป็นเวลานานด้วยเช่นกัน - เครื่องสำอาง
ในเครื่องสำอางบางชนิดมีการเจือปนสารเคมีหรือสารอันตรายต่อผิวหน้า ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง เกิดรอยด่างดำสะสมบนใบหน้าและอาจทำให้เกิดเป็นฝ้าได้
วิธีป้องกันและลดการกลับมาเป็นซ้ำ
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่จะรักษาฝ้าให้หายขาดได้ การดูแลตัวเองเพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำจึงสำคัญมากเช่นกัน
- ปกป้องผิวจากแสงแดดโดยทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า กระ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด กางร่มหรือสวมหมวกเมื่อต้องออกไปเจอแดด
- หลีกเลี่ยงแสงจากหน้าจอมือถือ แสงไฟ แสงจากทีวี
- หากเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวเรื่องฝ้าอยู่แล้วควรมีการปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาบางประเภทเนื่องจากตัวยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบให้เกิดฝ้ามากขึ้นหรือเข้มกว่าเดิมได้
- คอยสังเกตว่าฝ้านั้นเกิดจากยาคุมกำเนิดหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นควรพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
วิธีรักษา
การรักษาฝ้ากระด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจได้ผลไม่ดีนัก จึงอาจพิจารณาใช้หลายวิธีร่วมกัน

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยลดเลือนจุดด่างดำ เช่น Vitamin C, Arbutin, Kojic acid, Niacinamide หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น Glycolic Acid, Salicylic acid, AHA, BHA ซึ่งเป็นการทำให้ฝ้าจางลงได้ชั่วคราว ถ้าหยุดใช้ฝ้าก็มีโอกาสกลับมาได้
ข้อควรระวัง
- ควรระวังการใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวร่วมกัน อาจทำให้เกิดการแพ้ได้
อาการแทรกซ้อน
- พบได้น้อย แต่อาจทำให้ผิวระคายเคืองง่ายหรือมีอาการแพ้ได้ในบางราย

การผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling)
เป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกหรือเซลล์หนังกำพร้าที่ตายไปแล้วออกไป หลังจากผิวเก่าถูกผลัดออกไปก็จะทำให้ได้ผิวใหม่เกิดขึ้นมา ทำให้รอยดำจุดด่างดำลดเลือนลง แต่ต้องทำต่อเนื่องและเห็นผลแค่ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ เท่านั้น หลังทำอาจทำให้ผิวไวต่อแดดมากขึ้นในระยะสั้นๆ 1 สัปดาห์แรกหลังทำ จึงควรเลี่ยงแสงแดด
ข้อควรระวัง
- ถ้ามีประวัติการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า ควรรอให้แผลหายสนิทก่อน
- ไม่ควรลอกหน้าในคนที่กินยาคุมกำเนิด เพราะจะยิ่งทำให้รอยคล้ำหลังลอกเข้มมากกว่าปกติ
- หลังทำไม่ควรออกไปเจอแสงจ้า เพราะกรดเหล่านี้ทำให้ผิวไวต่อแดดมากขึ้น
- ควรระวังการลอกหน้าในผู้ที่กินยากรดวิตามินเอ (isotretinoin) อาจทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม และอาจลอกเป็นขุยได้
อาการแทรกซ้อน
- ผิวอาจคล้ำขึ้น หลังทำจึงควรเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดดเป็นประจำ
- อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หากกระบวนการทำไม่สะอาด
- ผิวแดงระคายเคือง มักจางหายไปใน 30-90 วัน
- ผิวอาจแห้ง ลอกเป็นขุย
- ในบางรายมีสิวเห่อหลังทำได้

การกรอผิว (Microdermabrasion)
การกรอผิวเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับเร่งการผลัดเซลล์ผิวด้วยด้วยอัญมณีขนาดเล็ก (Micropeel) หรือละอองน้ำ (Hydropeel) ทำให้รอยดำจางลง โดยทั่วไปจัดว่าเทคนิค microdermabrasion ค่อนข้างปลอดภัย ไม่เกิดบาดแผลหรือตกสะเก็ด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยไหม้ แต่ต้องทำต่อเนื่อง และไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้า กระในผิวชั้นลึก เพราะเทคนิคนี้ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกเท่านั้นแต่ไม่ได้ลงลึกถึงชั้นหนังแท้ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา
ข้อควรระวัง
- ระวังในผู้ที่กำลังกินยา Isotretinoin หรือหยุดยามาไม่ครบ 1 ปี
- ระวังในผู้เป็นเริม มะเร็งผิวหนัง หรือมีผิวหนังอักเสบ
- ควรให้ผู้ป่วยสวมแว่นป้องกันขณะทำ
- อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หากกระบวนการทำไม่สะอาด
- ช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังทำไม่ควรออกไปเจอแสงแดดแรงๆ เพราะชั้นผิวบางลง ไวต่อแดดมากขึ้น
อาการแทรกซ้อน
- พบได้น้อย ที่เคยมีรายงานคืออาการตาแดง กลัวแสง เยื่อบุนัยน์ตาบวมแดง
- อาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย เกิดบาดแผลถลอก และมีเลือดออกได้

ฉีดเมโส (Mesotherapy)
เป็นการฉีดสารสกัดลดเลือนจุดด่างดำ เช่น Tranexamic Acid กรดโคจิก อาร์บูติน กลูต้าไธโอน เช่นเดียวกันกับการใช้ครีม แต่การฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังจะเห็นผลรวดเร็วกว่าการทาครีม ละยังช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใสได้อีกด้วย
ข้อควรระวัง
- ควรระวังการใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวร่วมกัน
- อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หากกระบวนการทำไม่สะอาด
- งดล้างหน้า หรือให้หน้าโดนน้ำอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
อาการแทรกซ้อน
- พบได้น้อย แต่อาจทำให้ผิวระคายเคืองง่ายหรือมีอาการแพ้ได้ในบางราย

ฉีดสเต็มเซล์ (Stem cell therapy)
สเต็มเซลล์มีส่วนช่วนในการลดรอยด่างดำมีงานวิจัยชี้ว่าการฉีดสเต็มเซลล์ให้กับคนที่ต้องการรักษาผิวพรรณเพื่อย้อนวัยตัวเองส่งผลทำให้ฝ้าลดลงตามไปด้วยเมื่อทำการทดลองกับคนที่ไม่ได้ต้องการย้อนวัยแต่ต้องการรักษาฝ้าเพียงอย่างเดียว ก็พบว่าสเต็มเซลล์สามารถช่วยลดฝ้าได้
ข้อควรระวัง
- ระวังการฉีดในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
- ระวังการฉีดในผู้ป่วย SLE, HIV
- อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หากกระบวนการทำไม่สะอาด
- งดล้างหน้า หรือให้หน้าโดนน้ำอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
- ดทำเลเซอร์ ทรีทเมนท์ รวมถึงการอบซาวน่า อย่างน้อย 2 สัปดาห์
อาการแทรกซ้อน
- พบได้น้อย

เลเซอร์ (Laser)
เป็นการใช้พลังงานแสงที่มีความยาวคลื่นขนาดต่างๆ ช่วยลดเม็ดสี ทำให้จุดด่างดำค่อยๆ จางลงได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้า กระ หรือ รอยจุดด่างดำอื่นๆ หลังรักษาด้วยเลเซอร์หน้าจะแดงเล็กน้อยและหายเป็นปกติได้เอง แต่ต้องเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดดทุกวัน นอกจากนี้ยังควรใช้ครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นเสมอแต่ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์
· Q-switched Nd:YAG เป็นเครื่องเลเซอร์ที่สามารถปล่อยแสงได้ 2 ความยาวคลื่น ได้แก่ 532 nm และ 1064 nm ซึ่งจะถูกดูดซึมโดยเมลานินในผิวหนังทำให้เกิดการแตกตัว สามารถรักษาฝ้ากระได้ทั้งแบบตื่นและแบบลึก
· Picosecond Laser ใช้พลังงานทำลายเม็ดสีและทำให้เม็ดสีแตกตัว ช่วยลดความเข้มของเม็ดสีผิวลง ช่วยลดเลือนฝ้า กระ โดยไม่ก่อให้เกิดสะเก็ดแผลเป็นทิ้งไว้ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้ชั้นผิว กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่า
ข้อควรระวัง
- ไม่ควรให้บริเวณที่ทำเลเซอร์โดนน้ำ 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดหลังทำเลเซอร์ 2 สัปดาห์
- หลังทำเมื่อแผลเริ่มตกสะเก็ด ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดเอง ห้ามแกะ
- เริ่มใช้เครื่องสำอางหรือทาครีมกันแดดได้ 1 สัปดาห์หลังเลเซอร์ หรือจนกว่าสะเก็ดแผลจะหลุดออกหมด
อาการแทรกซ้อน
- ผิวอาจระคายเคืองง่ายขึ้น
- อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียการใช้ยาปฏิชีวนะหรือการดูแลรักษาแผลดีจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้
- ผิวอาจตกสะเก็ด และหลุดไปเองใน 1-3 วัน
- อาการปวด แสบร้อน บรรเทาได้ด้วยการประคบเย็นหรือกินยาแก้ปวด มักจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง
- ผิวอาจคล้ำขึ้น โดยส่วนมากจะจางลงภายในเวลา 2-6 เดือน และมักพบบ่อยในผู้ป่วยที่ผิวคล้ำ และจะยิ่งเป็นมากขึ้นเมื่อบริเวณที่ได้รับการรักษาถูกแสงแดดจัด
- สีผิวจางลง (Hypopigmentation) มักเกิดกับบริเวณที่รับการรักษาหลายครั้งหรือรักษาถี่เกินไป หายเป็นปกติได้เองแต่อาจใช้เวลาหลายเดือน และในบางกรณีสีผิวอาจจางลงถาวร ซึ่งพบได้น้อย
- บางรายอาจมีอาการแพ้ที่ผิวหนังได้
| ราคา | ความเหมาะสม | ประสิทธิภาพในการรักษา | คะแนนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ |
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว | 300 – 4,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ | ![]() | ![]() |
การผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ | 300 – 500 | ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ | ![]() | ![]() |
การกรอผิว | 500 – 2,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ | ![]() | ![]() |
เมโส | 500 – 1,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ | ![]() | ![]() |
ฉีดสเต็มเซล์ | เริ่มต้นที่ 5,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นตื้นๆ | ![]() | ![]() |
Q-switched Nd:YAG | 1,500 – 3,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นลึก | ![]() | ![]() |
Picosecond Laser | 7,000 – 10,000 | ฝ้ากระในผิวชั้นลึก | ![]() | ![]() |

INNO GLITTER นวัตกรรมย้อนวัยผิว ผสมสารประกอสำคัญ PDRN เข้มข้น จาก USA
PDRN : ลดเลือนริ้วรอยเเห่งวัย ใบหน้าเด้งกระชับ
Hyaluronic Acid : ไฮย่าบริสุทธิ์ ขนาดเล็ก พร้อมเเทรกซึมทุกอนุผิว เผยผิวฉ่ำวาว วับจับเเสง ดุจผิวสุขภาพดี ชุ่มฉ่ำน้ำ
Placenta Extract : โปรตีนโมเลกุลเล็ก ส่งตรงเข้าซ่อมเเซมเเละฟื้นฟูทุกปัญหาผิวที่เสื่อมสภาพ
Koji (โคจิก) : สารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยปกป้องจากอนุมูลอิสระ เเละ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง จุดด่างดำเเลดูจางลง
สนใจสินค้าของ INNO GLITTER สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ 061-5325495 หรือ กดเเอด Line ด้านล่างได้เลยค่ะ