ทำความเข้าใจโครงสร้างผิวรอบดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและไวต่อการเสื่อมสภาพ เพื่อเข้าใจปัญหาผิวรอบดวงตาเรามาศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาที่เกี่ยวข้องในการทำงานเพื่อรู้สาเหตุของอาการ และเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
- ผิวหนังรอบดวงตา
ผิวหนังเป็นส่วนที่บอบบาง และเสื่อมสภาพได้ง่าย เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นการทำงานของคอลลาเจน และอีลาสติน ลดลง ส่งผลให้ผิวขาดความหยืดหยุ่น และเกิดการหย่อนคล้อย ริ้วรอยรอบดวงตา และหนังตาตกได้ - กล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi)
เป็นกล้ามเนื้อวงกลมล้อมรอบดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมการหลับตาและกะพริบตา และยังช่วยดึงผิวรอบดวงตาให้ตึง การยิ้ม หรือหรี่ตา เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การทำงานของกล้ามเนื้อค่อยๆ เสื่อมสภาพลง หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลให้เกิดริ้วรอย และความหย่อนคล้อยของผิวบริเวณรอบดวงตาได้ - เอ็นยึดเปลือกตาด้านข้าง (Lateral Canthal Tendon)
เส้นเอ็นที่ยึดบริเวณหางตา (lateral canthal tendon) ทำหน้าที่ช่วยยกหางตา เมื่อร่างกายเกิดความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นและทำให้เกิดความหย่อนคล้อย หางตาตก - เนื้อเยื่อไขมันรอบดวงตา
บริเวณรอบดวงตาจะมีเนื้อเยื่อไขมันที่ช่วยให้ตาดูเต็ม สดใส เป็นส่วนที่มีน้อย หรือหากมีมากอาจทำให้เกิดถุงใต้ตาและเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อไขมันทำให้ผิวรอบดวงตาบางลง ตาดูยุบ และเกิดริ้วรอยรอบดวงตา - เส้นเลือดรอบดวงตา
เส้นเลือดบริเวณรอบดวงตามีทั้งเส้นเลือดแดง (Arteries) ที่คอยทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อรอบดวงตา และเส้นเลือดดำ (Veins) ที่ทำหน้าที่ระบายเลือดเป็นระบบไหลเวียนเลือดรอบดวงตา และเปลือกตา หากเกิดปัจจัยที่ส่งผลต่อเส้นเลือด เช่น อายุ พันธุกรรม อาการภูมิแพ้ การพักผ่อน ขาดน้ำ หรือสูบบุหรี่ สามารถทำให้เส้นเลือดบริเวณใต้ตาชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา

ปัญหาผิวรอบดวงตาที่พบบ่อย
ปัญหาผิวรอบดวงตา มักพบได้ทั้งเปลือกตาบน-ล่าง โหนกแก้ม ขมับ หรือโคนจมูก โดยสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุ เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตาเป็นพื้นที่ที่มีผิวบาง มีต่อมไขมันน้อย ดังนั้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันแต่ละวัน อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่พันธุกรรม ก็มักจะทำให้เกิดปัญหาผิวรอบดวงตาได้ โดยแบ่งออกมาได้ ดังนี้
ตีนกา (ริ้วรอยรอบดวงตา)
สาเหตุหลัก : ตีนกาเกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ Orbicularis Oculi บริเวณรอบดวงตาบ่อยครั้ง จากการกระพริบตา หรี่ตา ยิ้ม หรือแสดงสีหน้าต่าง ๆ รวมถึงการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกใต้ชั้นผิวบริเวณรอบดวงตาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และรังสี UV
แนวทางการดูแลและรักษา
- การดูแลด้วยตัวเอง ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมในการต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มความชุ่มชื้นรอบดวงตาเพื่อให้ผิวบริเวณรอบดวงตาชุ่มชื้น และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิว รวมถึงครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องแสง UV และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดตีนกาได้ง่าย เช่น การหรี่ตา ขยี้ตา การแสดงสีหน้าบ่อยครั้ง
- การดูแลด้วยวิธีทางการแพทย์ การฉีดสารกลุ่ม Botulinum toxin เพื่อให้สารเข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ริ้วรอยลดน้อยลง หรือการฉีดสารกลุ่มเติมเต็ม เมโสใต้ตา เพื่อเติมให้ผิวดูเต็มขึ้น ริ้วรอยร่องลึกลดลง แนะนำ 6 วิธีลดรอยตีนกา

ใต้ตาคล้ำ
สาเหตุหลัก : รอยคล้ำใต้ตาเกิดจากเส้นเลือดและการไหลเวียน เนื่องจากบริเวณเปลือกตาล่างมีลักษณะที่บาง และมีไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนังค่อนข้างน้อย หรือไม่มีเลย ดังนั้น รอยคล้ำบริเวณใต้ตาที่พบเป็นสีน้ำเงิน-ม่วงจึงเกิดจากเส้นเลือดฝอยใต้ตา รวมไปถึงการนอนหลับพักผ่อนไม่เต็มที่ อดนอน ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เกิดการขยายของเส้นเลือดดำ และอีกหนึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการสะสมของเม็ดสีใต้ดวงตาที่มากกว่าปกติ เกิดจากการอักเสบของผิวใต้ตา เช่นโรคภูมิแพ้ เป็นต้น
แนวทางการดูแลและรักษา
- การดูแลด้วยตัวเอง ทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมในการต้านอนุมูลอิสระ หรือ Whitening เช่น วิตามิน A, C, E และ Peptide ช่วยให้ผิวบริเวณรอบดวงตาชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น รวมถึงครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องแสง UV และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดใต้ตาคล้ำได้ง่าย เช่น ขยี้ตา พักผ่อนไม่เพียงพอ และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ง่าย
- การดูแลด้วยวิธีทางการแพทย์ การฉีดสารกลุ่มเติมเต็ม เมโสใต้ตา เพื่อเติมให้ผิวดูเต็มและได้รับการฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้กระจ่างใสขึ้น และการทำเลเซอร์ เพื่อช่วยลดเม็ดสีเมลานินหรือเส้นเลือดฝอยบริเวณใต้ตา รวมไปถึงการทำทรีทเม้นต์บริเวณรอบดวงตา

ร่องใต้ตา
สาเหตุหลัก : ร่องใต้ตาเกิดจากโครงสร้างใบหน้าจากกรรมพันธุ์ที่มีลักษณะเบ้าตาลึก โครงสร้างไม่รองรับ หรือไขมันบริเวณใต้ตาน้อยกว่าปกติจึงส่งผลต่อปริมาตรใต้ตา และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นผิวบางลง ไขมันหายไป จากการสูญเสียคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวหย่อนคล้อย โครงสร้างผิวเสียหาย ส่งผลให้เกิดร่องลึกบริเวณใต้ตา
แนวทางการดูแลและรักษา
- การดูแลด้วยตัวเอง ทาครีมบำรุงหรือมาส์กสำหรับบริเวณรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของ Peptides และ Hyaluronic acid เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และฟื้นฟูให้ผิวบริเวณรอบดวงตาดูดีขึ้น รวมถึงพักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
- การดูแลด้วยวิธีทางการแพทย์ การฉีดสารกลุ่มเติมเต็ม เมโสใต้ตา หรือการเติมไขมันใต้ตา เพื่อช่วยเติมเต็ม และฟื้นฟูผิวบริเวณรอบดวงตา ให้ตาดูอิ่มฟู และอ่อนเยาว์ขึ้น

ถุงใต้ตา
สาเหตุหลัก : ถุงใต้ตาเกิดจากการสะสมของของเหลวใต้ตา เกิดได้หลากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบไหลเวียน และการหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อรอบดวงตาที่เกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculus) อ่อนแรงลง ทำให้ไม่สามารถพยุงไขมันไว้ได้
แนวทางการดูแลและรักษา
- การดูแลด้วยตัวเอง ทาครีมบำรุงหรือมาส์กสำหรับบริเวณรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของ Peptides และ Hyaluronic acid เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และฟื้นฟูให้ผิวบริเวณรอบดวงตาดูดีขึ้น รวมถึงพักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม เพื่อให้ระบบไหลเวียนทำงานดีขึ้น
- การดูแลด้วยวิธีทางการแพทย์ การฉีดสารกลุ่มเติมเต็ม เมโสใต้ตา เพื่อช่วยเติมเต็ม และฟื้นฟูผิวบริเวณรอบดวงตา ให้ตาดูอิ่มฟู และอ่อนเยาว์ขึ้น และการทำเครื่องยกกระชับ เพื่อสลายไขมัน และยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตา รวมไปถึงการผ่าตัดศัลยกรรมถุงใต้ตา การดูดไขมัน

หนังตาตก
สาเหตุหลัก: เกิดจากความหย่อนคล้อยของหนังตาบน หรือพันธุกรรม เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อตาเกิดการยืดตัว หย่อนคล้อย และพฤติกรรมที่ทำมายาวนาน เช่นการใส่คอนแทคเลนส์ ขยี้ตาบ่อยๆ เป็นต้น หรือกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตาทำงานผิดปกติ หรือการพัฒนาไม่สมบูรณ์ส่งผลให้ตาไม่เท่ากัน หนังตาตกลงมาบดบังการมองเห็น รวมไปถึงความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis)
แนวทางการดูแลและรักษา
- การดูแลด้วยตัวเอง ทาครีมบำรุงหรือมาส์กสำหรับบริเวณรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของ Peptides และ Hyaluronic acid เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และฟื้นฟูให้ผิวบริเวณรอบดวงตาดูดีขึ้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความหย่อยคล้อยบริเวณรอบดวงตา เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ ขยี้ตา เป็นต้น
- การดูแลด้วยวิธีทางการแพทย์ การฉีดสารกลุ่ม Botulinum toxin เพื่อยกกล้ามเนื้อบริเวณตาบน หรือเครื่องยกกระชับ เพื่อสลายไขมัน และยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตา และร้อยไหมยกหางตา ยกคิ้ว รวมไปถึงการผ่าตัดศัลยกรรมหนังตาบน ผ่าตัดดึงหน้า

เลือกวิธีรักษาอย่างไรให้เหมาะกับปัญหาของคุณ
การดูแลปัญหารอบดวงตาสามารถทำได้ทั้ง การดูแลด้วยตนเอง และ การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยการเลือกวิธีที่เหมาะสมควรเริ่มจากการพิจารณาลักษณะของปัญหารอบดวงตาเบื้องต้น เช่น สังเกตผิวบริเวณใต้ตามีลักษณะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตาคล้ำ ร่องลึก ริ้วรอย หรือปัญหาอื่น ๆ รวมไปถึงหากต้องการการดูแลที่ตรงจุดมากขึ้น แนะนำให้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา พร้อมออกแบบแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วิธีป้องกันปัญหาผิวรอบดวงตาในระยะยาวด้วยตนเอง
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง และผิวบริเวณรอบดวงตา
- การดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำ และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งเหี่ยวชะลอการเกิดริ้วรอยต่างๆ
- ออกกำลังกาย: เพื่อช่วยให้กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพิ่มออกซิเจนและสารอาหารให้แก่ผิว พร้อมลดอาการเครียด ทำให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น และการเกิดริ้วรอยรอบดวงตา
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิวรอบดวงตา: พฤติกรรมการหรี่ตา กะพริบตาบ่อย ขยี้ตา และการใส่คอนแทคเลนส์ รวมถึงการแสดงสีหน้าบ่อย ๆ และการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้สารพิษเข้าไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิว แล้วทำให้เกิดริ้วรอย
- การบำรุงด้วยครีม และมาส์กสำหรับดูแลรอบดวงตา ทาครีมหรือมาส์กที่มีส่วนผสมที่ช่วยในการบำรุง และฟื้นฟูผิวรอบดวงตา เช่นสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ กรดไฮยาลูโรนิก, วิตามิน A, C, E และ Peptides เป็นต้นและทาครีมกันแดด เพื่อป้องกันแสง UV ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวคล้ำ เกิดการสะสมของเม็ดสี และเกิดริ้วรอย
- ช่วยเรื่องระบบไหลเวียนรอบดวงตา การนวดผิวเบาๆ ประคบน้ำอุ่นบริเวณรอบดวงตาเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่น และช่วยลดริ้วรอยรอบดวงตา

สรุป
ปัญหาผิวรอบดวงตา เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน แสงแดด อายุ และพันธุกรรม ดังนั้น การดูแลและแก้ไขปัญหาบริเวณนี้ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ต้นเหตุของปัญหา” เพื่อการดูแลด้วยตนเอง และการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถทำควบคู่กันเพื่อเสริมประสิทธิภาพและช่วยดูแลผิวในระยะยาว ทั้งนี้ ควรเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิว เลือกคลีนิกและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนทำหัตถการทุกครั้ง

