โครงสร้างของผิวหนังและองค์ประกอบสำคัญในชั้น Dermis
ผิวหนังคนเรานั้นประกอบด้วย 3 ชั้นหลักและแต่ละชั้นก็จะมีส่วนประกอบแตกต่างกัน ดังนี้
1. ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (Epidermis Layer)
หนังกำพร้า เป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง ในบางบริเวณหนังกำพร้าจะหนาและแข็ง เช่น บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า โดยเฉพาะส้นเท้า และหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือดในทุกบริเวณ
ผิวชั้นหนังกำพร้านี้มีความหนาเพียง 0.1 มม. ซึ่งส่วนที่บอบบางที่สุดคือบริเวณรอบดวงตา (0.05 มม.) และหนาสุดคือบริเวณฝ่าเท้า (1-5 มม.)
หนังกำพร้าทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ หนังกำพร้าแบ่งย่อยออกเป็น 5 ชั้น ดังต่อไปนี้
- Stratum corneum (Horny layer) : มีลักษณะเป็นเซลล์แบนเรียงตัวกันขนานกับผิว เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคล (Desquamation process) ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการปกป้องผิว เซลล์ใน Horny layer จะถูกจับยึดกันไว้ด้วย Lipids barriers ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน และมอยส์เจอไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น ถ้าผิวของเราขาดส่วนนี้ก็จะทำให้เกิดภาวะผิวแห้งหยาบ ลอกเป็นขุย
ภายใน Stratum corneum หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วนั้น จะถูกจับยึดไว้ด้วย Lipid ซึ่งจะช่วยให้ผิวแลดูสุขภาพดี การปกป้องผิวด้วยความเป็นกรดเหล่านี้ ทำให้ผิวมีค่าเป็นกรดอ่อนอยู่ pH 5.4-5.9 ซึ่งมีประโยชน์ดังนี้- ช่วยปกป้องผิวจากแบคทีเรีย
- ช่วยในกระบวนการสร้าง Lipids barriers
- ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในการหลุดลอกของขี้ไคล
- ช่วยให้เซลล์ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเซลล์เกิดความเสียหาย
- Stratum lucidum (Clear layer) : เซลล์ในชั้นนี้จะอัดตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น และมีลักษณะแบนราบ ไม่สามารถแยกตัวออกจากกันได้
- Stratum granulosum (Granular layer) : ชั้นนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Keratinization) เซลล์จะเริ่มมีลักษณะแข็งและเริ่มเปลี่ยนเป็น Keratin และ Lipids
- Stratum spinosum (Prickle layer) : เซลล์ Keratinocyte ในส่วนนี้จะผลิตโปรตีนที่เรียกว่า Keratin ซึ่งจะมีลักษณะเรียวเล็ก
- Stratum Basale (Basal layer) : เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุด ที่ซึ่งเซลล์ Keratinocyte ถูกผลิต และถือว่าเป็นชั้นที่เซลล์ยังมีชีวิต
ชั้นหนังกำพร้าถูกปกคลุมด้วยน้ำและไขมัน ที่เรียกว่า Hydrolipid film ทำหน้าที่ช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม และปกป้องผิวจากแบคทีเรีย เชื้อราต่างๆ โดยปกติ Hydrolipid film จะถูกรักษาไว้โดยต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ประกอบด้วย
- Lactic acid และ Amino acid อีกหลายชนิดที่ได้จากต่อมเหงื่อ
- กรดไขมันจากต่อมไขมัน (Sebum)
- กรดอะมิโน เช่น Pyrrolidine carboxylic acid และสารให้ความชุ่มชื่น(NMF) ซึ่งได้มาจากกระบวนการ Keratinization

2. ผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis Layer)
ถัดจากชั้นหนังกำพร้า ก็คือชั้นหนังแท้เป็นชั้นที่ความหนาและมีความยืดหยุ่น ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญอย่างคอลลาเจนสูงถึง 80-85% อิลาสติน 2-4% และ กรดไฮยาลูรอนิก ทำหน้าที่ช่วยให้ผิวมีสุภาพดี ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แข็งแรง ทนแรงยืดและแรงกระแทกต่อผิวหนังได้ ช่วยปกป้องและห่อหุ้มร่างกายจากอันตราย ช่วยอุ้มน้ำเพื่อควบคุม และรักษาสมดุลความร้อนของร่างกาย นอกจากนั้นยังประกอบไปด้วยเส้นเลือด เส้นประสาทมากมาย จึงทำให้เรารับรู้ความรู้สึกต่างๆ เช่น เจ็บปวด ร้อน เย็น เป็นต้น
องค์ประกอบหลักที่พบในชั้นหนังแท้ คือคอลลาเจนและอีลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ เส้นใยเหล่านี้จะถูกตรึงไว้ด้วยสารที่มีลักษณะคล้ายเจลที่เรียกว่า กรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งมีความสามารถในการจับน้ำได้ดี และช่วยรักษาปริมาตรของผิวเอาไว้อีกด้วย
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การผลิตคอลลาเจน อีลาสติน และความสามารถในการจับกับน้ำของไฮยาลูรอนก็ลดลง และกิจวัตรประจำวัน และปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ มีผลต่อระดับคอลลาเจน อีลาสติน ทำให้ผิวขาดความกระชับและยืดหยุ่นจนเกิดริ้วรอย
ชั้นหนังแท้นี้ยังเป็นที่อยู่ของ
- ต่อมน้ำเหลือง
- ประสาทรับความรู้สึก
- รูรากขน/ผม
ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่มีความหนา และความยืดหยุ่น ประกอบด้วย 2 ชั้นย่อย ๆ ได้แก่
- Stratum reticular (The lower layer) : เป็นส่วนที่อยู่ลึกสุดและมีความหนา ซึ่งในชั้นนี้จะมีการผลิตของเหลวกั้นชั้นไขมัน (Subcutis)
- Stratum papillary (The upper layer) : มีลักษณะของขอบเหมือนคลื่น กั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้า

3. ผิวหนังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Hypodermis or Subcutaneous Tissue (Fat) Layer)
เป็นชั้นที่ลึกที่สุดของโครงสร้างผิวหนัง อยู่ถัดมาจากชั้น Dermis มีความหนาถึง 10 เซนติเมตร มีส่วนประกอบสำคัญคือ เซลล์ไขมัน (Adipocytes & special collagen fibers) ซึ่งจะอยู่กันเป็นก้อน (Fat lobule) นอกจากนี้ยังมีโปรตีนคอลลาเจนและหลอดเลือดต่างๆ ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน และเป็นเกราะป้องกันการกระแทกให้กับอวัยวะภายใน
จำนวนของเซลล์ไขมันที่อยู่ในชั้นไขมันจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นการกระจายตัวของไขมันยังมีความแตกต่างกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายอีกด้วย
ความหนาของเซลล์ไขมันจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่แตกต่างกันของแต่ละคน ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสะสมภายในร่างกาย ช่วยปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ และทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้นไขมันในชั้น Subcutaneous มักจะลดลงไปด้วย

Elastin คืออะไร? และมีหน้าที่อย่างไรในผิว
Elastin หรืออีลาสติน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งใน Extracellular Matrix (ECM) ภายในชั้น Dermis โดยเฉพาะอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่สำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานให้กับผิวหนัง หลอดเลือด และเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ ในร่างกาย อีลาสติน คือโปรตีนที่มีคุณสมบัติในการยืดหดได้ดีเยี่ยม ช่วยป้องกันการสูญเสียรูปของเนื้อเยื่อขณะมีแรงกระทำ ควบคู่กับคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวคงความเต่งตึง กระชับ ลดโอกาสเกิดริ้วรอยในระยะยาว
เมื่อพูดถึงสุขภาพผิวและความอ่อนเยาว์ อีลาสตินจัดเป็นกุญแจสำคัญในการคงโครงสร้างและความยืดหยุ่นของผิว Elastin มีบทบาทร่วมกับคอลลาเจนในการรักษาสุขภาพผิวอย่างแท้จริง
- คงความอ่อนเยาว์ของผิว: Elastin คือปัจจัยที่ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย ลดโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น: Elastin ใต้ผิวหนังช่วยให้ผิวยืดและหดตัวกลับได้ โดยไม่เกิดรอยย่นหรือเสียรูป
- สนับสนุนการทำงานของอวัยวะ: Elastin มีบทบาทในหลอดเลือดแดง ปอด และเนื้อเยื่ออ่อน ช่วยให้อวัยวะเหล่านี้ยืดขยายหรือหดตัวได้ดี
- เกี่ยวข้องกับส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง: การขาด Elastin ส่งผลให้ชั้นผิวหนังอ่อนแอ และเสี่ยงต่อปัญหาผิวในระยะยาว
- สนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิว: Elastin และคอลลาเจนทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผิวที่แข็งแรงและยืดหยุ่น

Elastin ช่วยให้ผิวเกิดความยืดหยุ่นได้อย่างไร
Elastin ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นโดยทำหน้าที่เป็นเส้นใยโปรตีนที่มีลักษณะคล้ายยางยืดในชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวหนังสามารถยืดออก ขยายตัว และหดกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ทันทีหลังจากถูกดึง บีบ หรือแสดงอารมณ์ทางสีหน้า จึงลดการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย ทำให้ผิวคงความเด้งและกระชับ
กลไกการทำงานของอีลาสตินต่อความยืดหยุ่นของผิว
- โครงสร้างคล้ายสปริง: เส้นใยอีลาสตินจะขดตัวและเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ (ต่างจากคอลลาเจนที่เรียงตัวหนาแน่น) ทำให้อีลาสตินมีความนุ่มและยืดหยุ่นสูง
- ความสามารถในการคืนรูป: เมื่อผิวถูกดึง อีลาสตินจะยืดออก และเมื่อปล่อยอีลาสตินจะหดตัวกลับคืนสู่รูปทรงเดิมอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวดูเด้งตึง
- ทำงานร่วมกับคอลลาเจน: ในขณะที่คอลลาเจนช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้แข็งแรง อีลาสตินทำหน้าที่ให้ผิวสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่เสียรูปทรง
- การสูญเสียตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น การผลิตอีลาสตินจะลดลง ทำให้อีลาสตินเสื่อมสภาพ ผิวจึงสูญเสียความสามารถในการเด้งกลับและเกิดความหย่อนคล้อย
โดยสรุป อีลาสตินคือ “สปริง” ของผิวที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหดและเด้งคืนตัวสู่สภาพเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Elastin แตกต่างจาก Collagen อย่างไร
คอลลาเจนคืออะไร?
คอลลาเจน อาจเรียกได้ว่าเป็นโปรตีนเส้นใยหลักในร่างกาย เป็นกลุ่มโปรตีนที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อเส้นใย และเนื้อเยื่อค้ำจุนของร่างกาย
คอลลาเจนมีทั้งหมด 16 ชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่และโครงสร้างที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นชนิดที่ 1 คอลลาเจนพบมากในเมทริกซ์นอกเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (ECM) เนื้อเยื่อเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกาวที่ยึดและเชื่อมอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เนื้อเยื่อเส้นใยได้แก่ กระดูกอ่อน ไขมัน และเอ็น คอลลาเจนยังพบในเอ็นยึดกระดูก หลอดเลือด กล้ามเนื้อเรียบ ทางเดินอาหาร ถุงน้ำดี ไต หัวใจ และกระดูก รวมถึงส่วนที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ผิวหนัง
คอลลาเจน มีโมเลกุลเรียงตัวกันเป็นเส้นใยยาวและบาง เส้นใยเหล่านี้สร้างโครงสร้างค้ำจุนและยึดเซลล์เข้าด้วยกัน ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น ในผิวชั้นหนังแท้จะมีไฟโบรบลาสต์ที่สร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายแล้ว เมื่อเราอายุมากขึ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกายจะลดลง ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย
อีลาสตินคืออะไร?
อีลาสติน จัดเป็นเส้นใยโปรตีนที่ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นได้ ผลิตโดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เส้นใยเหล่านี้ทำให้ผิวหนังของเรามีความยืดหยุ่นและดูเด้ง พบสัดส่วนเพียง 5-10% ของเส้นใยผิวหนังทั้งหมดแต่การมีอยู่ของอีลาสตินทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเหมือนสปริงที่ทำให้กลับคืนสู่รูปทรงเดิมได้ ต่างจากคอลลาเจน การลดลงหรือการสูญเสียอีลาสตินจะทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นน้อยลง และความสามารถในการสมานแผลลดลง
ความแตกต่างระหว่างอีลาสตินและคอลลาเจน
แม้ว่าทั้งสองจะทำงานร่วมกันเพื่อให้ผิวมีรูปทรงและความกระชับ แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายระดับ ดังนี้
- แหล่งที่พบ คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างที่พบในผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ในขณะที่อีลาสตินซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างพบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่น เช่น ผิวหนัง หลอดเลือด และปอด
- ปริมาณโปรตีนที่มีอยู่ คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสามในร่างกาย ในขณะที่อีลาสตินมีปริมาณน้อยกว่า
- สี คอลลาเจนมีสีขาว ส่วนอีลาสตินมีสีเหลือง
- หน้าที่ คอลลาเจนช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างภายใน ในขณะที่อีลาสตินช่วยให้โครงสร้างมีความยืดหยุ่น
- การผลิต การผลิตคอลลาเจนจะลดลงเมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะสูงวัยเท่านั้น แต่การผลิตอีลาสตินจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์และวัยเด็กตอนต้นเท่านั้น
- ตำแหน่งในร่างกาย คอลลาเจนพบได้ง่ายในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เส้นเอ็น เอ็นยึดกระดูก และกระดูก ส่วนอีลาสตินพบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความยืดหยุ่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในหลอดเลือด
- การได้รับความเสียหาย คอลลาเจนจะได้รับผลกระทบเมื่อสัมผัสกับรังสียูวี โรคภูมิแพ้ตัวเอง และการบริโภคน้ำตาลสูง สูบบุหรี่ ส่วนอีลาสตินจะได้รับผลกระทบจากรังสียูวี การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก ภาวะขาดน้ำ ความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ และการสูบบุหรี่
- ความคล้ายคลึงกันระหว่างอีลาสตินและคอลลาเจน
- โปรตีนทั้งสองชนิดนี้เป็นส่วนประกอบที่เป็นเส้นใยของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
- คอลลาเจนและอีลาสตินต่างก็ถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์
- แสงยูวีเป็นตัวทำลายโปรตีนทั้งสองชนิดนี้ และอาจนำไปสู่มะเร็งผิวหนัง
- การสูญเสียโปรตีนชนิดใด ชนิดหนึ่ง จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและดูหยาบกร้าน
- ผิวหนังบริเวณลำคอ สามารถเห็นการลดลงของคอลลาเจนและอีลาสตินได้เร็วที่สุด

Fibroblast มีบทบาทต่อการสร้าง Elastin อย่างไร
Fibroblast (ไฟโบรบลาสต์) คือเซลล์หลักในชั้นหนังแท้ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์และหลั่งโปรตีนโครงสร้าง โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อรักษาความยืดหยุ่น ความเต่งตึง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวหนัง หาก Fibroblast ทำงานลดลงจะส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
บทบาทของ Fibroblast ต่อการสร้าง Elastin
- สังเคราะห์และหลั่ง Elastin
Fibroblast ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตโปรตีนอิลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Extracellular matrix (ECM) ที่ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี - โครงสร้างค้ำยันผิวหนัง
ไฟโบรบลาสต์สร้างเส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนมาสานกันเป็นโครงข่ายใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึงและแข็งแรง ไม่หย่อนคล้อย - ซ่อมแซมและฟื้นฟู
เมื่อผิวหนังเกิดแผลหรือได้รับความเสียหาย ไฟโบรบลาสต์จะเพิ่มจำนวนและเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณแผลเพื่อผลิตอีลาสตินและคอลลาเจนใหม่ ในการสมานแผลและฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้กลับมาสมบูรณ์ - ควบคุมสมดุลผิว
นอกจากสร้างแล้ว ไฟโบรบลาสต์ยังหลั่งเอนไซม์เพื่อควบคุมการสลายและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อเยื่อให้เหมาะสม ทำให้ผิวมีสุขภาพดี - ความสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น
เมื่ออายุประมาณ 25-30 ปีขึ้นไป การทำงานของ Fibroblast จะเสื่อมถอยลง ส่งผลให้การผลิต Elastin ลดลงอย่างถาวร ทำให้ผิวเกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และขาดความกระชับอย่างรวดเร็ว

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น Elastin ในผิวเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ผิวหนังมักจะสูญเสียความยืดหยุ่นของอีลาสตินและคอลลาเจน ความแข็งแรงของโครงสร้างก็เริ่มลดลงตามกาลเวลา การสูญเสียคุณสมบัติตามธรรมชาติเหล่านี้ทำให้ผิวหนังฟื้นตัวจากความเสียหายได้ยากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผิวบางลง เปราะบาง และไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
รวมถึง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิว โดยผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่นเมื่อระดับฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายลดลงอย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน การลดลงอย่างฉับพลันของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนยังกระตุ้นให้การผลิตคอลลาเจนลดลงด้วย จากการศึกษาพบว่าโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงจะสูญเสียคอลลาเจนในผิวหนังเกือบ 30% ภายในห้าปีแรกของวัยหมดประจำเดือน และลดลงอีก 2% ทุกปี หลังจากนั้น จะเร่งกระบวนการแก่ชรา ทำให้เกิดผิวหนังส่วนเกินและริ้วรอยเล็กๆ จากการสูญเสียความยืดหยุ่น เป็นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมของ Elastin
อีลาสตินในผิวหนัง สามารถลดลงและเสื่อมสภาพได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นก่อนวัย มีดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างอีลาสตินได้น้อยลงตามธรรมชาติ ทำให้เส้นใยบางลง
- แสงแดดและรังสี UV: รังสี UVA และ UVB ทำลายเส้นใยในชั้นผิวโดยตรง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
- มลภาวะและฝุ่นควัน: สารอนุมูลอิสระจากมลภาวะกระตุ้นการเสื่อมของอีลาสติน ทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการฟื้นฟูผิว ทำให้อีลาสตินเสื่อมเร็วขึ้น
- ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ: ฮอร์โมนความเครียดรบกวนกระบวนการซ่อมแซมผิว ส่งผลให้อีลาสตินลดลงเร็วกว่าปกติ
- พฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม: เช่น ล้างหน้าแรงเกินไป ไม่ใช้ครีมกันแดด หรือขาดการบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ
- การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักอย่างรวดเร็ว: ทำให้ผิวถูกยืดและหดตัวบ่อย เส้นใยจึงเสื่อมสภาพง่าย
Elastin เกี่ยวข้องกับปัญหาผิวอะไรบ้าง
- ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ (Sagging Skin) เมื่ออีลาสตินลดลง ผิวจะไม่สามารถเด้งกลับคืนรูปเดิมได้ ทำให้เกิดแก้มย้อย ใต้ตาคล้อย และกรอบหน้าไม่ชัดเจน
- ริ้วรอยและความเหี่ยวย่น (Wrinkles & Fine Lines) ผิวสูญเสียความกระชับ ทำให้เกิดรอยพับหรือริ้วรอยถาวรที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อย เช่น หางตา หน้าผาก และมุมปาก
- ผิวบางและแห้งกร้าน ผิวจะดูหยาบกร้านและขาดความชุ่มชื้น ทำให้ไม่เรียบเนียนเหมือนแต่ก่อน
- รอยแตกลาย (Stretch Marks) เมื่อผิวถูกยืดออกอย่างรวดเร็วและอีลาสตินไม่สามารถปรับตัวได้ จึงเกิดรอยแตกลายขึ้นตามร่างกาย

แนวทางการดูแลผิวเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิว
แนวทางการดูแลผิวเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิวด้วยตนเอง
วิธีที่1 ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน
การสัมผัสแสงแดดมากเกินไปอาจทำลายผิวหนังได้ในระยะยาว ทำให้เกิดสัญญาณของริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงผิวหย่อนคล้อย อย่างไรก็ตาม การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำสามารถป้องกันความเสียหายเหล่านี้ได้ จึงช่วยรักษาระดับอีลาสตินและคอลลาเจนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
วิธีที่2 ใช้สกินแคร์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
อย่าง Retinol หรือวิตามินเอ เป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยบำรุงหลายด้านรวมถึงผิวหนังผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีวิตามินเอ ส่วนใหญ่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและขจัดเส้นใยอีลาสตินที่เสียหายได้ นอกจากนี้ การลดรอยด่างดำและความเสียหายของผิวหนังยังช่วยบรรเทาสัญญาณแห่งริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย
วิธีที่3 ปรับพฤติกรรมประจำวัน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถช่วยชะลอความแก่ของผิวโดยการรักษาคอลลาเจนและคงความหนาของผิวไว้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีผิวพรรณที่ดูคล้ายกับคนอายุ 20 ปี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะนำไปสู่การสร้างคอลลาเจนที่มากขึ้น
- การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในระหว่างการนอนหลับร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตของมนุษย์ ฮอร์โมนนี้จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและปรับสมดุลฮอร์โมน
- การรับประทานอาหาร ร่างกายต้องการกรดอะมิโนเพื่อใช้ในการสร้างคอลลาเจน กรดอะมิโนเหล่านี้พบได้ในอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ปีก ปลา เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม ไข่ และถั่ว วิตามินซีจากผลไม้ตระกูลส้ม พริกหวานสีแดง มะเขือเทศ ผักโขม และบรอกโคลี สังกะสีและทองแดงจากเนื้อสัตว์ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี เป็นต้น
แนวทางการดูแลผิวเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิว ด้วยหัตถการทางการแพทย์
วิธีที่1 เครื่องยกกระชับผิว
เป็นหัตถการการยกกระชับผิวยอดนิยม ที่ช่วยฟื้นฟูระบบผิวหนังให้แข็งแรง กระชับ และดูอ่อนเยาว์ โดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีเครื่องยกกระชับผิวหลายประเภทที่ให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน เช่น
- การใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบ Focused Ultrasound (HIFU) ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อยกกระชับผิว ปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องพักฟื้น
- การใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวแน่น ลดเหนียง และเรียบเนียนขึ้น
- เครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่น Micro Focused Ultrasound (MFU) ช่วยยกผิวให้แน่น ลดความหย่อนคล้อย พร้อมฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์
วิธีที่2 การทำเลเซอร์
การทำเลเซอร์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยฟื้นฟูระบบผิวหนังให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น โดยจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดรอยดำ ฝ้า กระ รวมถึงแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำและรูขุมขนกว้าง
วิธีที่3 การฉีด Collagen Biostimulator
การฉีด Collagen Biostimulator เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยฟื้นฟูระบบผิวหนังให้แข็งแรง ดูกระชับ เรียบเนียน และอ่อนเยาว์ขึ้น โดยสารจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน 1-2 ปี เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด

สรุป
อีลาสตินอาจเป็นโปรตีนเล็กๆ ในชั้นผิว แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อความยืดหยุ่น ความกระชับ และความอ่อนเยาว์ของผิวอย่างมาก เมื่ออีลาสตินลดลง ผิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป พบความหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่มาเร็วขึ้น การเข้าใจกลไกสัญญาณเตือนของผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผิวอย่างถูกวิธี
หากคุณสังเกตว่าผิวเริ่มไม่กระชับเหมือนเดิม การดูแลผิวให้ตรงจุดและเลือกแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมจะช่วยชะลอความเสื่อมของอีลาสติน และคงผิวให้ดูเต่งตึง อ่อนเยาว์ได้ในระยะยาว เพราะผิวสวยไม่ได้เกิดจากความตึงเพียงชั่วคราวแต่ต้องเกิดจากโครงสร้างผิวที่แข็งแรงจากภายใน

