คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในร่างกายโดยมีสัดส่วนถึง 80% คอยทำหน้าที่เสริมความยืดหยุ่น และคอยยึดเหนี่ยวเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ เล็บ เอ็น ข้อ และโดยเฉพาะผิวหนังที่จะคอยค้ำจุนไม่ให้ผิวหนังของเราเกิดความหย่อนคล้อย และคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิว
โครงสร้างของคอลลาเจน
คอลลาเจนเกิดจากการรวมตัวกันของกรดอะมิโนที่เรียงตัวกันเป็น α-chain จากนั้นสาย α-chain 3 สายจะมาขดรวมกันแบบ Triple helices เป็นโมเลกุลของคอลลาเจนจากนั้นจะเกิดการรวมตัวกันของโมเลกุลของคอลลาเจนจนมีขนาดใหญ่เกิดเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่จะทำหน้าที่ในการค้ำจุนและยึดโครงข่ายชั้นผิวร่วมกันโปรตีนชนิดอื่น ๆ เพื่อคงความยืดหยุ่นและคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว

ขอบคุณภาพจาก : Reilly, D. M., & Lozano, J. (2021). Skin collagen through the lifestages: importance for skin health and beauty. Plastic and Aesthetic Research, 8, N-A
ชนิดของคอลลาเจนในร่างกาย
คอลลาเจนมีมากกว่า 30 ชนิดแต่ที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์มีด้วยกันอยู่ 5 ชนิด ดังนี้
- Collagen type I หรือคอลลาเจนชนิดที่ 1 : เป็นคอลลาเจนชนิดที่พบมากที่สุด ถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย พบได้ที่ผิวหนัง กระดูก เอ็น และผนังหลอดเลือด ช่วยในเรื่องความยืดหยุ่น เพิ่มความกระชับ การสมานแผล ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิวและเกิดการสังเคราะห์เป็นเส้นใยอีลาสติน
- Collagen type II หรือคอลลาเจนชนิดที่ 2 : เป็นคอลลาเจนชนิดที่มีความยืดหยุ่นมากรองรับน้ำหนักและแรงเสียดทานได้ดี มักพบได้ที่กระดูก กระดูกอ่อน และข้อต่อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกและลดการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ
- Collagen type III หรือคอลลาเจนชนิดที่ 3 : เป็นคอลลาเจนที่ทำงานร่วมกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 แต่จะมีอัตราส่วนที่น้อยกว่า พบได้ที่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด ช่วยให้ความยืดหยุ่นและผิวยกกระชับ
- Collagen type IV หรือคอลลาเจนชนิดที่ 4 : เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว มักจะพบได้บริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือด และรักษาความสมบูรณ์ของผนังหลอดเลือด
- Collagen type V หรือคอลลาเจนชนิดที่ 5 : เป็นคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ สามารถพบได้ในบริเวณเดียวกันกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 มักพบในผิวของเซลล์ กระจกตา เส้นผม เนื้อเยื่อของทารกในระหว่างตั้งครรภ์ และรก

กระบวนการเสื่อมของคอลลาเจนในผิว
การเสื่อมของคอลลาเจนในชั้นผิวของเรานั้นสามารถเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยซึ่งเราสามารถแบ่งปัจจัยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังนี้
- ปัจจัยภายใน
- อายุ : อายุที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลโดยตรงต่อการผลิตคอลลาเจนเพราะเมื่ออายุหลัง 25 ปีขึ้นไปปริมาณการสร้างคอลลาเจนได้จะลดลง 1-2% และการซ่อมแซมคอลลาเจนเดิมก็จะน้อยลง
- พันธุกรรม : พันธุกรรมของแต่ละบุคคลที่อาจส่งผลต่อการเสื่อมสลายของคอลลาเจนใต้ชั้นผิวได้รวดเร็วกว่าปกติ
- ฮอร์โมน : ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงสามารถส่งผลต่อการผลิตคอลลาเจน
- โรคประจำตัวตั้งแต่กำเนิด : ภาวะแฝงของบางโรคก็อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังทำให้ปริมาณการสร้างคอลลาเจนผิดปกติไป
- ปัจจัยภายนอก
- รังสียูวี : ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยภายนอกที่อันตรายที่สุดเพราะรังสียูวีสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อคอลลาเจนทำให้เกิดการเสื่อมสลายและยังทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระภายในเซลล์ผิวหนังของเราด้วย
- การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่ส่งผลทำให้การผลิตคอลลาเจนลดลง (คอลลาเจนชนิดที่ 1 ลดลง 18% และคอลลาเจนชนิดที่ 3 ลดลง 22%) ส่งผลให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น
- แอลกอฮอล์ : การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง ลดการผลิตคอลลาเจน และลดการฟื้นตัวจากบาดแผล
- การรับประทานอาหาร : อาหารจำพวกที่มีน้ำตาลและไขมันสูงจะส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์และส่งผลต่อการผลิตคอลลาเจน
- ความเครียด : ภาวะเครียดก่อให้เกิดฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ส่งผลต่อการสลายตัวของคอลลาเจน
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ : ส่งผลกระทบต่ออัตราการฟื้นฟูและซ่อมแซมของผิว
อาการที่เกิดขึ้นเมื่อคอลลาเจนลดลง
จากการที่ร่างกายของเราได้รับปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้อัตราการผลิตคอลลาเจนใหม่ลดลงและการเสื่อมสลายของคอลลาเจนเดิมเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ผิวของเราขาดความกระชับ ความยืดหยุ่นเกิดเป็น ความหย่อนคล้อยของผิว ริ้วรอยต่าง ๆ ตามมาทั่วบริเวณ ผิวขาดความชุ่มชื้น รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวไม่แข็งแรง เกิดอาการแพ้ ฝ้า กระ จุดด่างดำขึ้นได้ง่าย
แนวทางการดูแลผิวที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน
- การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและอาหาร
เริ่มจากการพักผ่อนให้เพียงพอพยายามนอนให้ถึง 8-10 ชั่วโมงต่อวัน, รับประทานน้ำให้มากเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว, เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มุ่งเน้นไปที่โปรตีน, วิตามิน ซี, ไลโคปีน และซิงก์เพื่อเสริมสร้างการผลิตคอลลาเจน, ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดเพื่อส่งสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ก่อนออกไปนอกสถานที่ควรทากันแดดที่มีค่า SPF สูงเพื่อป้องกันแสงยูวี และลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ - การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน, เปปไทด์, เรตินอล, กรดไฮยาลูรอนิก และวิตามิน ซี หรือ อี และใช้ให้เป็นประจำเพื่อเป็นการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิว รักษาความอ่อนเยาว์ - หัตถการทางการแพทย์
- การใช้เครื่องเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุ : พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุหรือแสงเลเซอร์ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว
- การร้อยไหม : การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนผ่านกระบวนการฟื้นตัวจากเข็มและการวางตัวของเส้นไหมตลอดแนวที่มีการวางตัว
- การใช้ Mesotherapy : การใช้สารผสมของกลุ่มวิตามินต่าง ๆ ลงใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดการกระตุ้นสร้างของคอลลาเจนใต้ชั้นผิว
- Collagen Biostimulator : เป็นนวัตกรรมใหม่ทางการแพทย์ความงามที่จะใช้สารกลุ่ม PDO, PLLA, PCL, PDLLA และ CaHA ฉีดเข้าไปใต้ผิวชั้นลึกเพื่อให้เกิดการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนระยะยาวทำให้ผิวกลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับเต่งตึงมากขึ้นและสารกลุ่มนี้ยังมีความปลอดภัยสูงสามารถสลายได้เองจนหมดไม่เหลือสารตกค้างภายในร่างกายรวมถึงสารในกลุ่มนี้ปัจจุบันก็ได้รับการรับรองในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพจากทั้งองค์การอาหารและยาของอเมริกา (FDA) และไทย (THFDA)
สรุป
คอลลาเจนถือเป็นโปรตีนโครงสร้างที่มีความสำคัญมากต่อทั้งร่างกายของเรา โดยเฉพาะผิวหนังที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ความกระชับ และความแข็งแรง แต่ปัจจัยที่เข้ามากระทบร่างกายของเราก็ส่งผลให้คอลลาเจนค่อย ๆ เสื่อมสลายและลดการผลิตคอลลาเจนใหม่ลง เราจึงต้องปรับการใช้ชีวิตและหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้คอลลาเจนอยู่กับเราไปได้อย่างยาวนาน
