ร้อยไหมคืออะไร? หลักการทำงานอย่างไร

การร้อยไหมคือการใช้เส้นไหมละลายร้อยเข้าสู่ใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ในด้านการยกกระชับ ปรับรูปหน้า แก้ปัญหารูปหน้า หรือสัดส่วนที่ไม่ได้รูป พร้อมทั้งกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ผิวแน่น กระชับมากขึ้น ซึ่งโปรแกรมการร้อยไหมจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังร้อย เนื่องจากไหมที่มีลักษณะเป็นเงี่ยงจะสามารถเกี่ยวรั้งและดึงเนื้อเยื่อบริเวณที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับในทันที จากนั้นผลลัพธ์จะค่อยๆ เข้าที่ขึ้น ตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย
ร้อยไหมอยู่ได้นานแค่ไหน? ระยะเวลาโดยประมาณ

ผลลัพธ์การอยู่ได้นานขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเส้นไหมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ โดยแบ่งตามชนิดเส้นไหม ดังนี้
- PDO (Polydioxanone) ระยะเวลาการสลายอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน ส่งผลให้ผลลัพธ์การยกกระชับของผิวจะอยู่ได้โดยประมาณ 1 ปี
- PLLA (Poly-L-Lactic acid) ระยะเวลาการสลายอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน ส่งผลให้ผลลัพธ์การยกกระชับของผิวจะอยู่ได้โดยประมาณ 2 ปี
- PCL (Polycaprolactone) ระยะเวลาการสลายอยู่ได้ประมาณ 18-24 เดือน ส่งผลให้ผลลัพธ์การยกกระชับของผิวจะอยู่ได้โดยประมาณ 2 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มักพบผสม PLLA ด้วย
ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อความคงอยู่ของผลลัพธ์
- ชนิดของเส้นไหม เส้นไหมแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและกระบวนการสลายที่แตกต่างกัน จึงสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพและความยาวนานของผลลัพธ์ได้
- ลักษณะและการออกแบบของเส้นไหม รูปแบบของเส้นไหมหรือการออกแบบเงี่ยง มีผลต่อประสิทธิภาพในการยึดเกาะและพยุงผิวเพื่อช่วยเพิ่มแรงดึงและการกระจายแรง ส่งผลต่อความแข็งแรง และระยะเวลาการคงอยู่ของไหมได้
- เทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์ แพทย์ควรผ่านการอบรมเฉพาะทางและมีประสบการณ์ด้านการร้อยไหม รวมถึงมีความเข้าใจโครงสร้างใบหน้า ชั้นผิว เพื่อประเมินปัญหา เลือกชนิดของเส้นไหม และกำหนดทิศทางการร้อยให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ มีผลต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ เพื่อช่วยลดอาการบวมช้ำ ลดโอกาสการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงของเส้นไหมเคลื่อนหรือขาด และช่วยให้เส้นไหมสามารถยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อมทั้งให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนทำงานได้อย่างเต็มที่
- คุณภาพผิว ความหย่อนคล้อย อายุ รวมถึงความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจนของร่างกาย หากผิวมีความหย่อนคล้อยมาก หรือร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนได้น้อยลงตามวัย อาจทำให้ผิวสูญเสียความกระชับได้เร็วกว่าปกติ
ชนิดของไหมส่งผลต่อระยะเวลาอย่างไร
ชนิดของเส้นไหมมีผลต่อระยะเวลาการสลายตัวและความคงทนของผลลัพธ์การยกกระชับ เนื่องจากไหมทำมาจากพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable synthetic polymer) สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติโดยผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (hydrolysis) ภายในร่างกายและผลิตภัณฑ์สุดท้าย (H2O, CO2) จะถูกขับออกทางปัสสาวะ และการหายใจ โดยกระบวนการสลายขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้แต่ละชนิดมีโครงสร้างและคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน จึงอาจส่งผลต่อเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
พฤติกรรมหลังร้อยไหม มีผลต่อผลลัพธ์มากแค่ไหน
พฤติกรรมหลังร้อยไหมมีผลต่อผลลัพธ์อย่างแน่นอน เนื่องจากหากดูแลตัวเองได้ไม่ดี ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ อาจเสี่ยงต่อการทำให้เส้นไหมเคลื่อนตัว หรือหลุดจากตำแหน่งที่ต้องการร้อยไหมตั้งแต่แรก รวมไปถึงทำให้ไหมขาดได้ ส่งผลทำให้การยกกระชับมีประสิทธิภาพที่ไม่เต็มที่ ไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้าเอง ดังนั้น การดูแลตัวเองหลังร้อยไหมอย่างเคร่งครัดจึงจำเป็น และจะสามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการยึดเกาะของเส้นไหมให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง รวมถึงลดโอกาสเกิดปัญหาหน้าไม่เท่ากันได้
แนวทางดูแลตัวเองหลังร้อยไหม เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น

การทำหัตถการจำเป็นต้องอาศัยการดูแลตัวเองร่วมด้วยเพื่อให้ผลลัพธ์เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมมีแนวทางการดูแลดังนี้
- หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำ เพื่อช่วยลดแรงกดทับและป้องกันการบวมช้ำ แนะนำให้นอนหงายและหนุนหมอนสูง
- หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้าง หัวเราะแรง ยิ้มกว้างในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เนื่องจากอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาทำให้เส้นไหมเคลื่อนตัวหรือหลุดได้ง่าย
- หลีกเลี่ยงทำกิจกรรมเสริมความงามเกี่ยวกับผิวหน้า เช่นทำทรีตเมนต์ นวดหน้า เลเซอร์ความร้อน หรือศัลยกรรมในช่วง 2 สัปดาห์แรก เนื่องจากอาจส่งผลต่อการทำงานของเส้นไหมและกระบวนการหายของแผลได้ หรือกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารแสลง หมักดอง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะทำให้แผลอักเสบหรือติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงเลี่ยงการทำลายกระบวนการสร้างคอลลาเจน
- หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือกดบริเวณที่ร้อยไหม เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ และส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาได้
สัญญาณที่บอกว่าควรกลับมาทำซ้ำ
เมื่อผลลัพธ์ของการร้อยไหมเริ่มลดลงมีความรู้สึกว่าผิวเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยอีกครั้ง โดยทั่วไปมักจะอยู่ที่ 6-18 เดือน โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหม ความสามารถในกระตุ้นคอลลาเจนของร่างกาย สภาพผิว และการดูแลหลังทำหัตถการ เช่น กรณีไหม PDO ประมาณ 6-8 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำซ้ำทุกครั้ง
ร้อยไหมเหมาะกับใคร? และควรเริ่มเมื่อไหร่
ร้อยไหมสามารถทำได้ทันที เมื่อพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากคอลลาเจนที่เริ่มเสื่อมสภาพ โดยปกติมักเริ่มช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งมักจะสังเกตุได้ว่าผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม ขากรรไกร หรือลำคอ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้าเรียว รวมถึงในผู้ที่ต้องการปรับสัดส่วนใบหน้าให้ได้รูปทรงมากขึ้น
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจร้อยไหม
- ควรได้รับการประเมินและคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลของหัตถการเพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น
- เลือกคลีนิกที่ได้มาตรฐาน มีการแสดงข้อมูลแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมทั้งใช้ไหมที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ
- ร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้นแต่อาจมีอาการบวมช้ำบ้างเล็กน้อย และสามารถหายได้เองภายใน 7-14 วัน
- หลังร้อยไหมอาจต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่าง เช่น การทำทรีตเมนต์ นวดหน้า อบซาวน่า อบไอน้ำ รวมถึงการว่ายน้ำ และศัลยกรรมในช่วง 2 สัปดาห์แรก
- การร้อยไหมไม่เหมาะกับผู้ที่เคยฉีดสารเหลว หรือซิลิโคนเหลวมาก่อน
- หากกรณีผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณที่ร้อยมาก ควรได้รับการสลายไขมันบริเวณนั้นก่อนทำการร้อยไหม เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการ
สรุป
การร้อยไหมเป็นหัตถการที่ช่วยยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง โดยระยะเวลาของผลลัพธ์หลังทำอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญไม่ว่าจะเป็นชนิดของเส้นไหม เทคนิค สภาพผิว และการดูแลหลังทำหัตถการ ดังนั้น ก่อนทำหัตถการควรเลือกคลีนิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมทั้งใช้ไหมที่ได้มาตรฐานควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคงผลลัพธ์ให้ได้นานที่สุด

