ผิวหนังคืออะไร?
ผิวหนัง คือ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในการปกคลุมอวัยวะอื่นๆภายในร่างกาย ช่วยเป็นเกราะป้องกัน (สารเคมี, แบคทีเรีย, สารก่อภูมิแพ้และรังสี), รักษาความสมดุลของร่างกาย (ความชื้นและอุณหภูมิ) และยังเป็นอวัยวะที่ทำให้ร่างกายของมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้ โดยพื้นฐานแล้วผิวหนังของเราจะประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue)

ลักษณะผิวมีกี่ประเภท?
ลักษณะผิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. ผิวธรรมดา (Normal skin)
ผิวธรรมดา (Normal skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความสมดุลของการผลิตไขมันใต้ชั้นผิว และการกักเก็บความชุ่มชื้นที่ดีส่งผลให้ผิวไม่แห้งเกินหรือไม่มันเกิน มีความเรียบเนียน เต่งตึง รูขุมขนเล็ก และสีผิวสม่ำเสมอ ผิวลักษณะนี้มักจะถูกเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Eudermic skin และผิวลักษณะนี้มักจะทนต่อปัจจัยภายนอกได้ดีทำให้โอกาสที่จะเกิดปัญหาผิวก็จะน้อยมาก
2. ผิวแห้ง (Dry skin)
ผิวแห้ง (Dry skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความแห้ง หยาบกร้าน ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องในการผลิตกรดไขมันที่จำเป็นในการทำหน้ารักษาความชุ่มชื้น และปกป้องผิวจากมลภาวะ ส่งผลให้ผิวอาจเกิดอาการระคายเคือง คัน หลุดลอกเป็นขุย และเกิดอาการแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง และยิ่งอายุมากขึ้นความในการเกิดผิวแห้งก็จะเพิ่มมากขึ้น
3. ผิวมัน (Oily skin)
ผิวมัน (Oily skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความหนา ไม่เรียบเนียนที่เกิดจากรูขุมขนที่กว้าง และมีการผลิตกรดไขมันออกมาในปริมาณมาก จนสังเกตุเห็นได้ถึงความมันวาวบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณ T-zone ซึ่งสภาพผิวแบบนี้มักจะส่งผลให้เกิดการอุดตันของสิ่งสกปรก และแบคทีเรียจนเกิดเป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบตามมาได้ง่าย
4. ผิวผสม (Combination skin)
ผิวผสม (Combination skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีการผสมกันระหว่างผิวมันกับผิวแห้งซึ่งจะสังเกตุได้ชัดเจนระหว่างบริเวณ T-zone ที่จะมีความมันวาวเกิดขึ้นจากการผลิตกรดไขมันมาก และบริเวณ หน้าแก้ม ที่มักจะเกิดความแห้ง และรอยแดงจากการระคายเคือง โดยที่ผิวลักษณะอาจจะต้องได้รับการดูแลที่มากกว่าลักษณะอื่นเพราะอาจเกิดปัญหาผิวที่เป็นสาเหตุมาจากทั้งผิวมันและผิวแห้ง
วิธีประเมินลักษณะผิวด้วยตัวเอง?
จากการที่แต่ละบุคคลมีประเภทของสภาพผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยพันธุกรรม ช่วงวัย หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ระหว่างการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสภาพผิวเช่นกัน ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าเราทราบถึงลักษณะผิวของเราก็จะสามารถเลือกวิธีการบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้อง ผ่านการประเมินลักษณะผิวด้วยตัวเองง่าย ๆ ดังนี้
- ริ้วรอย : ประเภทของผิวที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และความกระชับของผิว จนเกิดเป็นริ้วรอยได้โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการแสดงสีหน้าบ่อยครั้ง
- สีผิว : สีผิวพื้นฐานของเราที่แสดงออกมาจะถูกกำหนดจากความหนาแน่นของชั้นหนังกำพร้า และการกระจายตัวของเม็ดสีแต่เมื่อผ่านการใช้ชีวิตสัมผัสกับปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด มลภาวะต่าง ๆ ก็อาจส่งผลให้การผลิตเม็ดสีใต้ชั้นผิวเกิดสร้างมากขึ้นตามไปได้
- ปริมาณความมันบนผิว : ความมันบนผิวจะเกิดขึ้นจากต่อมไขมันใต้ชั้นผิวที่ผลิตกรดไขมันออกมา เพื่อปกป้องความชุ่มชื้นให้กลับผิว และป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจส่งผลต่อการสะสมจนเป็นสิวอุดตัน และกลายเป็นสิวอักเสบตามมา ซึ่งความมันมากจนลดลงตามช่วงอายุเพราะประสิทธิภาพในการผลิตกรดไขมันจะลดลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
- ปริมาณเหงื่อบนผิว : โดยปกติแล้วเหงื่อจากถูกสร้างผ่านต่อมเหงื่อขึ้นมาเพื่อระบายความร้อนภายในร่างกายให้สมดุล ถือเป็นการควบคุมอุณหภูมิร่างกายและผิวให้คงที่ และยังช่วยหล่อลื่นบริเวณผิวให้เกิดความชุ่มชื้น ซึ่งแต่ละบุคคลก็มีอัตราการผลิตเหงื่อออกมาแตกต่างกันจึงส่งผลต่อสภาพผิวที่แตกต่างกันไปด้วย
- ปัจจัยความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs : Natural moisturizing factors) : ที่เรารู้จักกันดีคือ กรดอะมิโน ที่จะทำหน้าที่คอยดึงน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงชั้นผิวไม่ให้ผิวแห้ง และรักษาความยืดหยุ่นของผิว หาก NMFs ลดลงจากช่วงอายุหรือการใช้ชีวิตก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวได้
- ความไวของผิว : ถือเป็นตัวบ่งบอกที่ทำให้เราทราบได้ง่ายว่าเราเป็นภาวะผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ซึ่งเมื่อเกิดอาการขึ้นมักจะทำให้เกิดอักเสบ ร้อน บวม แดง มีอาการคันได้ง่ายซึ่งมักจะพบในสภาพผิวที่เป็นผิวแห้งมากกว่าผิวประเภทอื่น
เมื่อได้ทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้วก็ทำให้เราสามารถประเมินว่าผิวของเราเป็นประเภทผิวได้ง่าย ดังนี้
- ผิวธรรมดา : ผิวเรียบเนียน รูขุมขนเล็ก ไม่ปรากฎให้เห็นถึงความแห้งหรือมัน
- ผิวแห้ง : ผิวขาดความเต่งตึง ลอกเป็นขุย อาจเกิดอาการคัน และมักจะเกิดอาการผื่นแพ้
- ผิวมัน : ผิวมีความไม่เรียบเนียน มีความมันวาวเกิดขึ้นชัดเจน มีรูขุมขนที่กว้าง มักเกิดสิว
- ผิวผสม : ผิวบริเวณหน้าแก้มจะมีความแห้ง ส่วนบริเวณ T-zone จะมีรูขุมขนกว้างและมัน
การดูแลรักษาปัญหาผิว ให้ตรงจุดตามลักษณะผิว?
ผิวธรรมดา : การดูแลรักษาผิวธรรมดามักทำได้ง่ายเนื่องจากเป็นสภาพผิวที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว มุ่งเน้นไปที่การบำรุง และทำความสะอาดให้ผิวแข็งแรงต่อไป
- การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง
- การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
- การบำรุงโดยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอุดตัน
- การทาครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกไปภายนอกเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่มาทำร้ายผิว
ผิวแห้ง : การดูแลรักษาผิวแห้งจะมุ่งเน้นไปที่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเพื่อลดการเกิดอาการระคายเคืองและอาการแพ้ต่อผิว
- การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวแห้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
- การบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน และมีเนื้อเบาเพื่อลดการอุดตัน
- หลีกเลี่ยงการขัดถู แกะ เกา บริเวณที่ผิวแห้ง เพื่อลดการระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่มีอุณหภูมิสูงหรือการอาบน้ำนาน ๆ เพื่อลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
- ดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน
ผิวมัน : การดูแลรักษาผิวมันจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความมันบนผิวหน้า และคอยกำจัดสิ่งสกปรกที่อาจะสะสมบริเวณรูขุมขนที่กว้าง
- การบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรสำหรับผิวมัน
- การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรบางเบาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
- การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง
- การควบคุมความมันบนใบหน้าด้วยการใช้กระดาษซับมัน
- การดื่มน้ำให้มากเพื่อรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว
ผิวผสม : การดูแลรักษาสำหรับผิวผสมจะยากกว่าผิวประเภทอื่นเนื่องจากมีประเภทของทั้งผิวมันและผิวแห้งอยู่รวมกันคนละบริเวณของใบหน้า
- การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน
- การบำรุงผิวโดยใช้ผลิตภัณฑ์แยกสูตรกันระหว่างสูตรผิวมัน และสูตรผิวแห้ง
- การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรบางเบาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
- การทาครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกไปภายนอกเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่มาทำร้ายผิว
สรุป
ผิวหน้าของเรามีด้วยกันอยู่ 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม ซึ่งแต่ละสภาพผิวจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน หากเราสามารถประเมินสภาพผิวของเราได้ว่าเป็นประเภทไหน และมีปัญหาผิวแบบใด ก็จะสามารถเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

