ผิวไม่เหมือนกัน ดูแลผิดไม่ได้! แก้ปัญหาผิวให้ตรงจุดตามสภาพผิว

ผิวไม่เหมือนกัน ดูแลผิดไม่ได้! แก้ปัญหาผิวให้ตรงจุดตามสภาพผิว

ปัญหาผิวไม่ว่าจะเป็นสิว ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย หลายครั้งไม่ได้เกิดจากการดูแลผิวที่ไม่ดี แต่เกิดจากการดูแลที่ “ไม่ตรงกับสภาพผิว” ของตัวเอง การเข้าใจว่าผิวหนังมีกี่ประเภท และผิวของเราอยู่ในกลุ่มใด เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาผิวอย่างตรงจุด

บทความนี้จะพาไปรู้จักลักษณะผิวแต่ละประเภท วิธีประเมินสภาพผิว และแนวทางการดูแลรักษาปัญหาผิวให้เหมาะสมกับผิวของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว

สารบัญ

ผิวหนังคืออะไร?

ผิวหนัง คือ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในการปกคลุมอวัยวะอื่นๆภายในร่างกาย ช่วยเป็นเกราะป้องกัน (สารเคมี, แบคทีเรีย, สารก่อภูมิแพ้และรังสี), รักษาความสมดุลของร่างกาย (ความชื้นและอุณหภูมิ) และยังเป็นอวัยวะที่ทำให้ร่างกายของมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้ โดยพื้นฐานแล้วผิวหนังของเราจะประกอบด้วย 3 ชั้นหลัก คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue)

ผิวหนังคืออะไร?

ลักษณะผิวมีกี่ประเภท?

ลักษณะผิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

ลักษณะผิวมีกี่ประเภท?

1. ผิวธรรมดา (Normal skin)

ผิวธรรมดา (Normal skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความสมดุลของการผลิตไขมันใต้ชั้นผิว และการกักเก็บความชุ่มชื้นที่ดีส่งผลให้ผิวไม่แห้งเกินหรือไม่มันเกิน มีความเรียบเนียน เต่งตึง รูขุมขนเล็ก และสีผิวสม่ำเสมอ ผิวลักษณะนี้มักจะถูกเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Eudermic skin และผิวลักษณะนี้มักจะทนต่อปัจจัยภายนอกได้ดีทำให้โอกาสที่จะเกิดปัญหาผิวก็จะน้อยมาก

2. ผิวแห้ง (Dry skin)

ผิวแห้ง (Dry skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความแห้ง หยาบกร้าน ซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องในการผลิตกรดไขมันที่จำเป็นในการทำหน้ารักษาความชุ่มชื้น และปกป้องผิวจากมลภาวะ ส่งผลให้ผิวอาจเกิดอาการระคายเคือง คัน หลุดลอกเป็นขุย และเกิดอาการแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง และยิ่งอายุมากขึ้นความในการเกิดผิวแห้งก็จะเพิ่มมากขึ้น

3. ผิวมัน (Oily skin)

ผิวมัน (Oily skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีความหนา ไม่เรียบเนียนที่เกิดจากรูขุมขนที่กว้าง และมีการผลิตกรดไขมันออกมาในปริมาณมาก จนสังเกตุเห็นได้ถึงความมันวาวบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณ T-zone ซึ่งสภาพผิวแบบนี้มักจะส่งผลให้เกิดการอุดตันของสิ่งสกปรก และแบคทีเรียจนเกิดเป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบตามมาได้ง่าย

4. ผิวผสม (Combination skin)

ผิวผสม (Combination skin) คือ ลักษณะของสภาพผิวที่มีการผสมกันระหว่างผิวมันกับผิวแห้งซึ่งจะสังเกตุได้ชัดเจนระหว่างบริเวณ T-zone ที่จะมีความมันวาวเกิดขึ้นจากการผลิตกรดไขมันมาก และบริเวณ หน้าแก้ม ที่มักจะเกิดความแห้ง และรอยแดงจากการระคายเคือง โดยที่ผิวลักษณะอาจจะต้องได้รับการดูแลที่มากกว่าลักษณะอื่นเพราะอาจเกิดปัญหาผิวที่เป็นสาเหตุมาจากทั้งผิวมันและผิวแห้ง

วิธีประเมินลักษณะผิวด้วยตัวเอง?

จากการที่แต่ละบุคคลมีประเภทของสภาพผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยพันธุกรรม ช่วงวัย หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ระหว่างการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสภาพผิวเช่นกัน ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าเราทราบถึงลักษณะผิวของเราก็จะสามารถเลือกวิธีการบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้อง ผ่านการประเมินลักษณะผิวด้วยตัวเองง่าย ๆ ดังนี้

  • ริ้วรอย : ประเภทของผิวที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และความกระชับของผิว จนเกิดเป็นริ้วรอยได้โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการแสดงสีหน้าบ่อยครั้ง
  • สีผิว : สีผิวพื้นฐานของเราที่แสดงออกมาจะถูกกำหนดจากความหนาแน่นของชั้นหนังกำพร้า และการกระจายตัวของเม็ดสีแต่เมื่อผ่านการใช้ชีวิตสัมผัสกับปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด มลภาวะต่าง ๆ ก็อาจส่งผลให้การผลิตเม็ดสีใต้ชั้นผิวเกิดสร้างมากขึ้นตามไปได้
  • ปริมาณความมันบนผิว : ความมันบนผิวจะเกิดขึ้นจากต่อมไขมันใต้ชั้นผิวที่ผลิตกรดไขมันออกมา เพื่อปกป้องความชุ่มชื้นให้กลับผิว และป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจส่งผลต่อการสะสมจนเป็นสิวอุดตัน และกลายเป็นสิวอักเสบตามมา ซึ่งความมันมากจนลดลงตามช่วงอายุเพราะประสิทธิภาพในการผลิตกรดไขมันจะลดลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
  • ปริมาณเหงื่อบนผิว : โดยปกติแล้วเหงื่อจากถูกสร้างผ่านต่อมเหงื่อขึ้นมาเพื่อระบายความร้อนภายในร่างกายให้สมดุล ถือเป็นการควบคุมอุณหภูมิร่างกายและผิวให้คงที่ และยังช่วยหล่อลื่นบริเวณผิวให้เกิดความชุ่มชื้น ซึ่งแต่ละบุคคลก็มีอัตราการผลิตเหงื่อออกมาแตกต่างกันจึงส่งผลต่อสภาพผิวที่แตกต่างกันไปด้วย
  • ปัจจัยความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs : Natural moisturizing factors) : ที่เรารู้จักกันดีคือ กรดอะมิโน ที่จะทำหน้าที่คอยดึงน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงชั้นผิวไม่ให้ผิวแห้ง และรักษาความยืดหยุ่นของผิว หาก NMFs ลดลงจากช่วงอายุหรือการใช้ชีวิตก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวได้
  • ความไวของผิว : ถือเป็นตัวบ่งบอกที่ทำให้เราทราบได้ง่ายว่าเราเป็นภาวะผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ซึ่งเมื่อเกิดอาการขึ้นมักจะทำให้เกิดอักเสบ ร้อน บวม แดง มีอาการคันได้ง่ายซึ่งมักจะพบในสภาพผิวที่เป็นผิวแห้งมากกว่าผิวประเภทอื่น

เมื่อได้ทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้วก็ทำให้เราสามารถประเมินว่าผิวของเราเป็นประเภทผิวได้ง่าย ดังนี้

  • ผิวธรรมดา : ผิวเรียบเนียน รูขุมขนเล็ก ไม่ปรากฎให้เห็นถึงความแห้งหรือมัน
  • ผิวแห้ง : ผิวขาดความเต่งตึง ลอกเป็นขุย อาจเกิดอาการคัน และมักจะเกิดอาการผื่นแพ้
  • ผิวมัน : ผิวมีความไม่เรียบเนียน มีความมันวาวเกิดขึ้นชัดเจน มีรูขุมขนที่กว้าง มักเกิดสิว
  • ผิวผสม : ผิวบริเวณหน้าแก้มจะมีความแห้ง ส่วนบริเวณ T-zone จะมีรูขุมขนกว้างและมัน

การดูแลรักษาปัญหาผิว ให้ตรงจุดตามลักษณะผิว?

ผิวธรรมดา : การดูแลรักษาผิวธรรมดามักทำได้ง่ายเนื่องจากเป็นสภาพผิวที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว มุ่งเน้นไปที่การบำรุง และทำความสะอาดให้ผิวแข็งแรงต่อไป

  • การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง
  • การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • การบำรุงโดยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอุดตัน
  • การทาครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกไปภายนอกเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่มาทำร้ายผิว

ผิวแห้ง : การดูแลรักษาผิวแห้งจะมุ่งเน้นไปที่การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเพื่อลดการเกิดอาการระคายเคืองและอาการแพ้ต่อผิว

  • การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวแห้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • การบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน และมีเนื้อเบาเพื่อลดการอุดตัน
  • หลีกเลี่ยงการขัดถู แกะ เกา บริเวณที่ผิวแห้ง เพื่อลดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่มีอุณหภูมิสูงหรือการอาบน้ำนาน ๆ เพื่อลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • ดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน

ผิวมัน : การดูแลรักษาผิวมันจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความมันบนผิวหน้า และคอยกำจัดสิ่งสกปรกที่อาจะสะสมบริเวณรูขุมขนที่กว้าง

  • การบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรสำหรับผิวมัน
  • การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรบางเบาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน วันละ 2 ครั้ง
  • การควบคุมความมันบนใบหน้าด้วยการใช้กระดาษซับมัน
  • การดื่มน้ำให้มากเพื่อรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว

ผิวผสม : การดูแลรักษาสำหรับผิวผสมจะยากกว่าผิวประเภทอื่นเนื่องจากมีประเภทของทั้งผิวมันและผิวแห้งอยู่รวมกันคนละบริเวณของใบหน้า

  • การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน
  • การบำรุงผิวโดยใช้ผลิตภัณฑ์แยกสูตรกันระหว่างสูตรผิวมัน และสูตรผิวแห้ง
  • การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์สูตรบางเบาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • การทาครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อออกไปภายนอกเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่มาทำร้ายผิว

สรุป

ผิวหน้าของเรามีด้วยกันอยู่ 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม ซึ่งแต่ละสภาพผิวจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน หากเราสามารถประเมินสภาพผิวของเราได้ว่าเป็นประเภทไหน และมีปัญหาผิวแบบใด ก็จะสามารถเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

เรื่องล่าสุด
สิวอาจหายได้ แต่ “รอยดำ รอยแดง” มักทิ้งร่องรอยไว้นานกว่าที่คิด ในทางการแพทย์ รอยเหล่านี้แบ่งเป็น PIH (รอยดำจากเม็ดสี) และ PIE (รอยแดงจากเส้นเลือดฝอย)…..
เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวดูบางลง ไม่กระชับ และเริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีฟื้นฟูผิวจากภายใน ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ Collagen…..
เหนียงใต้คางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอมก็สามารถเกิดขึ้นได้ หลายคนเข้าใจว่าเหนียงเกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุ โครงสร้างผิว และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าเหนียงเกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไรให้เหมาะสม…..

Related Article

ปัญหา “หลุมสิว” เป็นหนึ่งในเรื่องกวนใจที่หลายคนอยากกำจัดให้หาย เพราะต่อให้สิวหายแล้ว แต่รอยบุ๋ม ร่องลึก หรือผิวไม่เรียบก็ยังอยู่ให้เห็น ทำให้แต่งหน้าก็ไม่เนียน หลุมสิวเกิดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบตื้น แบบลึก หรือแบบที่มีพังผืดดึงผิวเอาไว้…..
สิว ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่ละประเภทมีสาเหตุ และวิธีรักษาที่ต่างกัน การเข้าใจว่ากำลังเผชิญกับสิวแบบไหน จะช่วยให้เลือกวิธีดูแล และรักษาได้ตรงจุด ลดความเสี่ยงรอยแผลเป็น และช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนอย่างปลอดภัย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก สิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวตุ่มหนอง…..
สิวอาจหายได้ แต่ “รอยดำ รอยแดง” มักทิ้งร่องรอยไว้นานกว่าที่คิด ในทางการแพทย์ รอยเหล่านี้แบ่งเป็น PIH (รอยดำจากเม็ดสี) และ PIE (รอยแดงจากเส้นเลือดฝอย)…..