รู้จัก สิว แต่ละประเภท เพื่อเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุด

รู้จักสิวแต่ละประเภท เพื่อเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุด

สิว ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่ละประเภทมีสาเหตุ และวิธีรักษาที่ต่างกัน การเข้าใจว่ากำลังเผชิญกับสิวแบบไหน จะช่วยให้เลือกวิธีดูแล และรักษาได้ตรงจุด ลดความเสี่ยงรอยแผลเป็น และช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนอย่างปลอดภัย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก สิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวตุ่มหนอง สิวหิน และสิวฮอร์โมน พร้อมวิธีจัดการแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม

สารบัญ

สิวอุดตัน

ลักษณะสิวอุดตัน

สิวอุดตัน

สิวอุดตัน คือ สิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนบนผิวหน้า โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่มีหัว และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ เมื่อนำมือไปสัมผัสจะรู้สึกถึงความเป็นไตใต้ชั้นผิวหนัง ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาดการดูแลรักษาความสะอาด หรือมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเป็นปัจจัยกระตุ้นก็อาจส่งผลให้กลายเป็นสิวอักเสบได้ในที่สุด

ประเภทของสิวอุดตัน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะดังนี้

  • สิวหัวปิด (Closed Comedone) สิวชนิดนี้มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นได้ชัดเจนบนผิว คล้ายมีอะไรอุดตันอยู่ข้างใต้ไม่แนะนำให้บีบ หรือแกะ เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบ และเกิดรอยสิวได้
  • สิวหัวเปิด (Open Comedone) หรือ สิวหัวดำ มีลักษณะเป็นหัวสีดำที่สังเกตเห็นได้ เกิดจากการที่ไขมันส่วนเกินสัมผัสกับอากาศแม้จะดูเหมือนสามารถบีบออกได้ง่าย แต่การบีบสิวเองอาจทำให้เกิดการอักเสบ และทิ้งรอยสิว
  • สิวไม่มีหัว (Microcomedone) สิวขนาดเล็กที่มักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นจุดเริ่มต้นของสิวอุดตันชนิดอื่น ๆ การรักษาสิวชนิดนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบในอนาคตได้

วิธีดูแลรักษาสิวอุดตัน

การดูแล และรักษาสิวอุดตันอย่างตรงจุด ควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ชั้นปราการผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และความมันส่วนเกิน หลังล้างหน้ารู้สึกสบายผิว และไม่รู้สึกตึงผิว
  2. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว ห้ามบีบ แกะ เกา หรือขัดถูบริเวณที่เป็นสิวอย่างรุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบ หรือเกิดรอยสิวได้
  3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ออกแบบมาสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยควบคุมความมัน ลดการอุดตัน และลดการระคายเคือง อย่าง Salicylic acid ช่วยสลายสิ่งอุดตันในรูขุมขน หรือ Silica ที่ช่วยควบคุมความมัน
  4. ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และอาหารแปรรูป ซึ่งอาจกระตุ้นการผลิตน้ำมัน และทำให้เกิดสิวได้
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากสิวอุดตันไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

สิวอักเสบ

ลักษณะสิวอักเสบ

ลักษณะของสิวอักเสบ คือ เป็นตุ่มแดง นูน บวม และกดแล้วเจ็บ อาจมีหนองที่หัวสิว หรือเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนังที่เจ็บมากก็ได้ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ที่เจริญเติบโตภายในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดการอักเสบรุนแรง

ลักษณะสิวอักเสบที่พบบ่อย มีดังนี้

  • สิวตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบระยะแรก มีลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ นูนขึ้นมาจากผิวหนัง กดแล้วเจ็บ ไม่มีหนอง
  • สิวหัวหนอง (Pustule) เป็นสิวที่พัฒนามาจากสิวตุ่มแดง มีลักษณะเป็นตุ่มแดงบวม มีหนองสีขาว หรือเหลืองอยู่ตรงกลาง มีหัวสิวชัดเจน
  • สิวอักเสบหัวแข็ง (Nodule) เป็นสิวที่เกิดจากการอักเสบในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ขนาดใหญ่ แข็ง กดแล้วเจ็บมาก แต่ไม่มีหัวสิวที่เห็นได้ชัด
  • สิวซีสต์ (Cyst) เป็นสิวที่มีความรุนแรงที่สุด มีลักษณะเป็นถุงหนองขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง เจ็บมาก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ง่าย

วิธีดูแลรักษาสิวอักเสบ

วิธีดูแลรักษาสิวอักเสบ เบื้องต้น

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
    ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่ถูหน้าแรงเกินไป 
  2. ใช้แผ่นแปะสิว (Pimple Patch) 
    สำหรับสิวที่มีหัวหนอง แผ่นแปะสิวจะช่วยดูดซับของเหลว ลดการสัมผัสและช่วยให้สิวยุบไวขึ้น 
  3. ใช้ยาแต้มสิว
    เลือกผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide, Salicylic Acid หรือ Adapalene เพื่อช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 
  4. ทามอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)
    เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซึมง่าย และไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งเกินไปซึ่งอาจกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น 
  5. หลีกเลี่ยงการแกะสิว
    การบีบ แคะ หรือแกะสิว อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจาย เกิดการอักเสบมากขึ้น เสี่ยงให้เกิดรอยดำ หรือหลุมสิวตามมา
ลักษณะสิวที่ควรพบแพทย์

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์

  • สิวมีลักษณะรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลรักษาเบื้องต้น 
  • แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา เช่น ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาในกลุ่ม Retinoids หรือยาคุมกำเนิด (สำหรับผู้หญิง) 
  • หัตถการอื่น ๆ เช่น การฉีดสิว การรักษาด้วยเลเซอร์

สิวตุ่มหนอง

สิวหนอง (Pustules Acne)

ลักษณะสิวตุ่มหนอง

สิวหนอง (Pustules Acne) คือหนึ่งในประเภทสิวอักเสบไม่รุนแรงมากที่มีหัวสิวให้เห็น ลักษณะสิวหนองจะมีอาการแดงรอบ ๆ สิว รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อสัมผัสโดน และมีหัวสิวเป็นหนองมีทั้งสีขาว สีเหลือง หรือสีเขียวจึงทำให้สิวชนิดนี้สังเกตเห็นได้ง่าย ขนาดของสิวหนองมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับความอักเสบของสิว เป็นชนิดสิวที่ไม่ควรบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น ลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ได้ง่าย

วิธีดูแลรักษาสิวตุ่มหนอง

วิธีดูแลรักษาสิวตุ่มหนอง เบื้องต้น

  1. รักษาความสะอาดผิวหน้า
    ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดแบคทีเรีย และสิ่งสกปรก
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว
    เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอย่าง Benzoyl Peroxide หรือ Salicylic Acid เพื่อลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิว
  3. การใช้แผ่นดูดสิว
    จะช่วยดูดซับของเหลว หรือหนอง ออกมาจากสิวทำให้สิวแห้งได้ง่ายขึ้น ยังช่วยลดอาการอักเสบ ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันไม่ให้มือไปสัมผัสกับผิวโดยตรง
  4. ห้ามบีบ หรือแกะสิว
    การบีบสิวจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้
  5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    การทานอาหารที่เหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพผิว

สิวหิน

สิวหิน (Syringoma)

ลักษณะสิวหิน

สิวหิน มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ นูนขึ้นมาบนผิวหนัง มีขนาดเล็กประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ลักษณะของสิวหินโดยทั่วไปจะมีสีเดียวกับผิวหนัง หรือออกเป็นสีเหลืองอ่อน สิวหินมักไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคัน พื้นผิวเรียบ ไม่มีลักษณะเป็นหนอง หรือมีหัวเหมือนสิวอักเสบทั่วไป สิวหินเกิดจากการขยายตัวของท่อเหงื่อใต้ผิวหนัง จึงมีลักษณะนูนขึ้นมาแต่ไม่ลึกลงไปในชั้นผิวหนั

ความแตกต่างระหว่างสิวหิน และสิวเม็ดข้าวสาร

ทั้งสิวหิน และสิวเม็ดข้าวสารมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน เพราะสิวหินเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ แต่สิวเม็ดข้าวสารเกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนัง

  • สิวหิน (Syringoma)
    ความผิดปกติของท่อเหงื่อ เป็นเพียงตุ่มเนื้อนูนแข็งขนาดเล็กมีสีขาวขุ่น หรือสีเหลืองเท่านั้น และเป็นสิวที่ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน เพียงแต่อาจจะสร้างความรำคาญให้เราเท่านั้น และสิวหินมักจะเกิดในบริเวณรอบดวงตาเป็นส่วนใหญ่ เกิดได้ทั้งบริเวณใต้ตา และเปลือกตา แต่ในบางกรณีอาจเกิดในบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายได้ด้วย เช่น โหนกแก้ม จมูก หรือหลัง สาเหตุของการเกิดสิวหิน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่ในเรื่องจำนวนของสิวหินที่เกิดปกติแล้วจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม และอายุที่เพิ่มขึ้น
  • สิวเม็ดข้าวสาร (Milia)
    สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตื้นและแข็ง สีขาวคล้ายไข่มุก หรือเม็ดข้าวสาร มีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่ปรากฏขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้ม จมูก หรือเปลือกตา คล้ายสิวผดสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย บางรายอาจมีอาการคัน สิวข้าวสารอาจหายเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือน แต่ในบางกรณีหากเป็นสิวข้าวสารนานเกิน 3 เดือนแล้วยังไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

วิธีดูแลรักษาสิวหิน

การดูแลผิวด้วยตนเอง

  1. ห้ามบีบ แกะ หรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือเป็นแผลเป็นได้
  2. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรง ๆ 
  3. ทาครีมกันแดด ป้องกันรังสี UV ซึ่งอาจทำให้สิวหินมีสีเข้มขึ้น หรือทำให้ผิวระคายเคือง 
  4. เลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสม โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “Non-comedogenic” ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
  5. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด ความร้อน ความชื้น เหงื่อ และมลภาวะ

การรักษาโดยแพทย์

  • การจี้ด้วยไฟฟ้า
    การรักษาสิวหินด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้าเป็นการใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงในการทำลายเนื้อเยื่อของสิวหิน ทำให้สิวหินฝ่อลง และหลุดออกไปในที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นเหมาะสำหรับสิวหินขนาดเล็ก และจำนวนน้อย
  • การเลเซอร์
    การรักษาสิวหินด้วยการเลเซอร์ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความแม่นยำสูง ทำลายเฉพาะเนื้อเยื่อของสิวหินโดยไม่กระทบต่อผิวหนังบริเวณรอบข้าง และยังช่วยลดโอกาสในการเกิดแผลเป็นอีกด้วย เหมาะสำหรับสิวหินขนาดเล็ก และอาจมีจำนวนน้อยไปถึงมาก

สิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne)

ลักษณะสิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือ สิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ไม่สมดุล และส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายสูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะเกิดสิวมากขึ้น โดยสามารถเกิดสิวได้หลากหลายชนิดร่วมกัน ทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน มีลักษณะคล้ายสิวปกติทั่วไป บางรายอาจมีอาการสิวเห่อขึ้นทั่วหน้า จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำ เช่น ช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน ช่วงระยะเวลาที่มีความเครียดสะสม หรือช่วงที่ใช้ยาคุม ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดสิวในช่วงนี้ เพราะส่งผลกระทบให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนเช่นกัน

วิธีดูแลรักษาสิวฮอร์โมน

การดูแลตนเองเบื้องต้น

  1. ดูแลความสะอาดผิว ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรับเปลี่ยนอาหาร ลดอาหารหวาน ของมัน ของทอด และเพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามิน
  3. ลดความเครียด จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
  4. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสิวฮอร์โมนจัดเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ไม่สมดุล

การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  1. กดสิว ใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อนำสิวอุดตันออก แต่ต้องทำโดยผู้ชำนาญเท่านั้น
  2. ฉีดสิว (Cortisone Injection) ใช้ฉีดสิวอักเสบขนาดใหญ่เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว 
  3. การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peel) ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งอุดตัน
  4. การฉายแสง (Phototherapy) และเลเซอร์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ยาทาเฉพาะที่
    • BPO (Benzoyl Peroxide) ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 
    • อนุพันธุ์วิตามินเอ (เช่น Tretinoin) ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
    • Tea Tree Oil ช่วยลดการอักเสบ 
  6. ยาชนิดรับประทาน
    • ยาปฏิชีวนะ เช่น Tetracycline, Doxycycline ช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 
    • ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการผลิตน้ำมัน
    • ยากลุ่ม Anti-Androgen เช่น Spironolactone ช่วยลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นการผลิตน้ำมันและสิว

สรุป

สิว เป็นความผิดปกติของสภาพผิวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งหญิง ชายจากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ สิวทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ และความมั่นใจในการเข้าสังคม อย่างไรก็ตาม สิวสามารถหายได้เองด้วยการหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง เช่น สิวหัวช้าง สิวเชื้อรา สิวซีสต์ สิวเรื้อรังรักษาไม่หาย ควรพบแพทย์ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์สภาพผิว และการหาสาเหตุของสิวเพื่อให้การรักษาได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด


สนใจผลิตภัณฑ์ Innovation Beauty สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ 061-5325495 หรือ กด @Line ด้านล่างได้เลยค่ะ

เรื่องล่าสุด
ผิวที่ดูเรียบเนียน กระชับ และอ่อนเยาว์ มักเกี่ยวข้องกับโครงสร้างคอลลาเจนภายในผิว ซึ่งหนึ่งในเซลล์สำคัญที่มีบทบาทในกระบวนการนี้คือ Fibroblast เซลล์หลักในชั้นผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ประกอบสำคัญของผิว เช่น คอลลาเจนและโครงสร้างพื้นฐานของผิวหนัง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การทำงานของ Fibroblast อาจเปลี่ยนแปลง…..
ดวงตาเป็นจุดที่สะท้อนความสดใสและความอ่อนเยาว์ได้ชัดเจนที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ผิวรอบดวงตาก็เป็นบริเวณที่บอบบางและเสื่อมสภาพได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นตีนกา ใต้ตาคล้ำ ร่องใต้ตา หรือถุงใต้ตา ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากทั้งโครงสร้างผิว พันธุกรรม และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของแต่ละปัญหาจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลและรักษาได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย…..
สิวอาจหายได้ แต่ “รอยดำ รอยแดง” มักทิ้งร่องรอยไว้นานกว่าที่คิด ในทางการแพทย์ รอยเหล่านี้แบ่งเป็น PIH (รอยดำจากเม็ดสี) และ PIE (รอยแดงจากเส้นเลือดฝอย)…..

Related Article

เคยไหมทำหน้าเฉยๆ คิ้วดันผูกโบว์เหมือนโกรธใครมา ทั้งที่ไม่ตั้งใจให้หน้าดุ แต่กลับห้ามไม่ได้ แต่เรามีวิธี…ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร Innovation Beauty มีวิธีการแก้รอยย่นระหว่างคิ้ว เปลี่ยนจากหน้าดุให้กลายเป็นหน้าหวาน ได้ไม่ยาก…..
ปัญหาผิวไม่ว่าจะเป็นสิว ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ง่าย หลายครั้งไม่ได้เกิดจากการดูแลผิวที่ไม่ดี แต่เกิดจากการดูแลที่ “ไม่ตรงกับสภาพผิว” ของตัวเอง การเข้าใจว่าผิวหนังมีกี่ประเภท และผิวของเราอยู่ในกลุ่มใด เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาผิวอย่างตรงจุด

บทความนี้จะพาไปรู้จักลักษณะผิวแต่ละประเภท วิธีประเมินสภาพผิว…..
ปัญหา “หลุมสิว” เป็นหนึ่งในเรื่องกวนใจที่หลายคนอยากกำจัดให้หาย เพราะต่อให้สิวหายแล้ว แต่รอยบุ๋ม ร่องลึก หรือผิวไม่เรียบก็ยังอยู่ให้เห็น ทำให้แต่งหน้าก็ไม่เนียน หลุมสิวเกิดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบตื้น แบบลึก หรือแบบที่มีพังผืดดึงผิวเอาไว้…..