หลุมสิว คืออะไร?
หลุมสิว คือภาวะแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเกิดสิวอักเสบที่ทำให้โครงสร้างผิว และคอลลาเจนถูกทำลาย เป็นรอยบุ๋มยุบตัวลง ส่งผลให้เกิดเป็นผิวไม่เรียบเนียน ผิวเป็นคลื่น ซึ่งปัญหานี้จะไม่หายไปเองจึงต้องมีการรักษาที่ถูกต้อง และปลอดภัย

สาเหตุที่ทำให้เกิด หลุมสิว
- สิวที่มีการอักเสบรุนแรง : มักจะเป็นสาเหตุหลักที่พบมากที่สุด เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการอักเสบที่มากเกินไปส่งผลต่อการทำลายคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้างผิว
- พันธุกรรม : พันธุกรรมที่แตกต่างกันก็อาจส่งผลต่อประเภทของผิว การฟื้นฟูตัวเองที่ช้า และอาจส่งผลต่อการเกิดแผลได้ง่าย
- แผลไหม้ : โดยเฉพาะแผลไหม้ตั้งแต่ระดับ 2-3 ขึ้นไปสามารถสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชั้นผิวที่ลึกลงไปมาก และอาจนำไปสู่การฝ่อตัวของชั้นผิวเกิดเป็นแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นบุ๋มหรือยุบตัวได้
- การศัลยกรรมทางความงาม : ในบางครั้งการศัลยกรรมหรือหัตถการทางความงามก็อาจก่อให้เกิดแผลเป็นที่มีลักษณธฝ่อตัวได้ จากการที่เกิดการขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูตัวเองหรือการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวไม่สมดุล อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการฟื้นฟูบาดแผลของร่างกายได้

ประเภทของหลุมสิวมีกี่แบบ
ประเภทของหลุมสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
- Ice Pick Scars มีลักษณะรอยแผลที่ลึกรูปร่างเป็นทรง V บริเวณปากแผลจะเป็นขอบแคบ ไม่เรียบ มักจะมีความลึกของแผลจะน้อยกว่า 2 มม. จะเป็นรอยแผลเป็นที่มักพบได้บ่อยคิดเป็น 60% – 70% และยังเป็นแผลเป็นที่รักษาได้ยากเนื่องจากมีความลึกและรอยแผลที่แคบ
- Boxcar Scars มีลักษณะรอยแผลเป็นที่เหมือนกล่องทรง U มีขอบคมชัด มีความกว้างของแผลมากประมาณ 1.5 มม. – 4 มม. และที่ก้นแผลจะแบนราบ ตื้น มีความลึกประมาณ 0.1 มม. – 0.5 มม.
- Rolling Scars มีลักษณะรอยแผลเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียน เกิดจากการยึดเกาะของเส้นใยพังผืดภายในชั้นใต้ผิวหนัง มักจะขนาดความกว้างประมาณ 4 มม. – 5 มม.
วิธีรักษาหลุมสิวปี 2026
1. การรักษาด้วยการตัดพังผืด (Subcision)

เป็นเทคนิคที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในการรักษาหลุมสิวแบบฝ่อ แบบยุบ เน้นที่การจัดการกับพังผืดที่ดึงรั้งอยู่ใต้ชั้นผิวโดยการใช้เข็ม Needle หรือ Cannula สอดลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อตัดเส้นใยพังผืดที่เกาะระหว่างชั้นผิวให้ขาดออก ผิวด้านบนก็จะคืนตัว ในปัจจุบันอาจมีการเสริมเข้าการปล่อยตัวยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และฟื้นฟู

เป็นเทคนิคที่ฟื้นฟูรอยแผลเป็นด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งที่นิยมนำมาใช้กันก็คือ กรดไตรคลอโรอะซีติก (Trichloroacetic Acid – TCA) ที่ความเข้มข้น 70% – 100% เพื่อให้เกิดการลอกของผิว ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ กระตุ้นสร้างคอลลาเจน โดยเฉพาะแผลเป็นจากสิวที่มีลักษณะเป็นหลุมลึก
3. รักษาหลุมสิวด้วย เลเซอร์ (Laser)

เป็นเทคนิคที่อาศัยพลังงานความร้อนของแสงเลเซอร์ยิงลงไปที่ผิวเพื่อให้เกิดฟื้นฟู กระตุ้น และปรับปรุงพื้นผิวให้กลับมาเรียบเนียน แต่การใช้ เลเซอร์ ก็จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพราะมีปัจจุยในเรื่องของความเข้มข้นของแต่ละชนิดของพลังงานเลเซอร์ที่ปล่อยออกมา รวมถึงสีผิวของผู้ป่วยที่จะรับการรักษาก็ต้องเลือกใช้ค่าพลังงานให้เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
4. สารเติมเต็ม (Filler) และสารกระตุ้นสร้างคอลลาเจน (Biostimulator)

เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากโดยที่ในปัจจุบันมักจะใช้สารที่จะอยู่แบบชั่วคราว (ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 18 เดือน เช่น Hyaluronic acid [HA] ที่จะให้ผลในการค้ำจุนโครงสร้างของผิวให้เต่งตึงและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว) และอีกรูปแบบนึงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาคือแบบกึ่งถาวรหรือแบบที่มีการใช้สารกลุ่ม Biostimulator (ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 2 ปี เช่น Poly-L-Lactic Acid [PLLA], Polydioxanone [PDO], Poly-D,L-Lactic Acid [PDLLA], Polycaprolactone [PCL] และ Calcium hydroxyapatite [CaHA] โดยที่สารเหล่านี้มีความสามารถในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนเสริมขึ้นมาช่วยให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูเพิ่มมากขึ้น)
วิธีเลือกรักษา หลุมสิว ให้เหมาะกับสภาพผิว
- Ice Pick Scars
การรักษา Ice pick scars มักใช้สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดในการลอกผิวเติมเข้าไปในหลุมที่มีความลึกเพื่อให้ตื้นขึ้น และเกิดกระตุ้นเซลล์ให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และสร้างคอลลาเจน หรืออาจใช้สารเติมเต็มในการเติมลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อให้กลับมาเรียบเนียนโดยถ้าเป็นกลุ่มที่มี Biostimulator ด้วยก็จะเสริมประสิทธิภาพในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น - Boxcar Scars
การรักษา Boxcar Scars มักจะเริ่มการรักาด้วยหัตถการประเภท เลเซอร์ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว หรือใช้การตัดพังผืดใต้ผิวหนัง (Subcision) เพื่อไม่ให้มาดึงรั้งผิวชั้นบนทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น และอาจฉีดสารเติมเต็มเข้าไปเพื่อพยุงโครงสร้าง และกระตุ้นสร้างคอลลาเจน - Rolling Scars
การรักษา Rolling Scars มักจะใช้หลากหลายวิธีทำควบคู่กันเพราะหลุมสิวประเภทนี้มีความลึก และความกว้างกว่าหลุมสิวปกติ อาจใช้วิธีการยิงเลเซอร์ควบคู่กับตัดพังผืด เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ หรือการตัดเนื้อเยื่อพังผืดควบคู่กับการฉีดสารเติมเต็มเพื่อเสริมผลลัพธ์ในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนให้ดีมากขึ้น และได้ผลการรักษาเป็นวงกว้าง
สรุป
หลุมสิว คือภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนังที่เป็นแบบถาวรโดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ Ice Pick Scars, Boxcar Scars และ Rolling Scars ซึ่งมีความลึก และรูปแบบของการเกิดที่แตกต่างกันจึงต้องเลือกการรักษาที่เหมาะสม โดยที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาหลุมสิวอยู่มากมาย จึงควรปรึกษาพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย
