การร้อยไหมทั่วไปมีรูปแบบการใช้งานอย่างไร?
การร้อยไหม โดยทั่วไปจัดเป็นหัตถการที่ใช้ยกกระชับผิวหน้า โดยการใช้เส้นไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวหนังในชั้นที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาพยุงผิว ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับ เรียบเนียน และดูคมชัด เส้นไหมที่ใช้ในการร้อยไหมจะค่อย ๆ ละลายไปตามเวลาและคงไว้คือโครงสร้างคอลลาเจนใหม่ ที่ช่วยพยุงผิวให้เต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติ
การร้อยไหมในวงการความงามแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ตามวัตถุประสงค์การรักษา ดังนี้
- ไหมเรียบ (Mono Threads) เป็นเส้นไหมเรียบเนียน ไม่มีเงี่ยง เน้นใช้บริเวณผิวชั้นตื้นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวฟูและกระชับขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องการยกกระชับผิวหน้า
- ไหมเงี่ยง (Cog Threads) เป็นไหมที่มีเงี่ยงเล็ก ๆ ยื่นออกมารอบเส้นไหม ทำหน้าที่ยึดเกาะกับเนื้อเยื่อใต้ผิวเพื่อดึงยกผิวที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้นทันทีหลังทำ
- ไหมหล่อ (Molding Cog Thread) คือ เส้นไหมละลายที่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีการหล่อจากแม่พิมพ์ให้เกิดเงี่ยงขึ้นมาพร้อม ๆ กับตัวเส้นไหม จึงมีความแข็งแรงกว่าไหมเงี่ยงทั่วไป ช่วยยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนได้ยาวนาน
- ไหมจมูก (Nose Thread Lift) เป็นไหมเงี่ยงที่ออกแบบมาสำหรับโครงสร้างจมูกโดยเฉพาะ สอดไหมเข้าไปตามแนวสันจมูกเพื่อดันเนื้อผิวให้สันจมูกดูสโลป โด่ง คมชัด มีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ
การร้อยไหมแต่ละแบบไม่สามารถเหมารวมว่าให้ผลลัพธ์เหมือนกันได้ เพราะหัตถการนี้มีความจำเพาะเจาะจงสูงมาก ทั้งในแง่ของเทคนิค ประเภทเส้นไหม และบริเวณที่รักษา ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

ไหมภูเขาต่างจากการร้อยไหมทั่วไปอย่างไร?
ไหมภูเขา (Phukhao Thread) แตกต่างจากการร้อยไหมทั่วไปตรงที่ออกแบบเงี่ยงให้มีฐานกว้างและหนาคล้ายรูปทรงภูเขา ทำให้เพิ่มพื้นที่สัมผัสในการยึดเกาะเนื้อเยื่อผิวได้ดี และยึดเกาะได้หลายทิศทาง ช่วยพยุงผิวได้แข็งแรงกว่าไหมทั่วไป
รูปแบบของเส้นไหม
รูปแบบของเส้นไหมภูเขา ไหมจากวัสดุเกรดการแพทย์ Polydioxanone (PDO) ถูกออกแบบขึ้นมาให้มีลักษณะทางกายภาพ โครงสร้างวัสดุและรูปทรงของเงี่ยงที่โดดเด่นเฉพาะตัว ฐานเงี่ยงกว้าง หนา และลาดเอียงคล้ายกับรูปทรงของภูเขา ตัวเงี่ยงมีขนาดใหญ่ แข็งแรง ไม่ลู่ ไม่พับ หรือล้มลงได้ง่ายเมื่อต้องรับแรงดึงหรือน้ำหนักของเนื้อผิว ตัวเงี่ยง 2 ทิศทาง ทำให้สามารถล็อกและพยุงเนื้อเยื่อผิวได้แน่นยิ่งขึ้น
แนวคิดในการใช้งาน
แนวคิดหลักในการใช้งานไหมภูเขา (Phukhao Thread) ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้สโลแกน “ใหญ่ ยก ยึด นาน” เพื่อแก้ปัญหาจุดบกพร่องของการร้อยไหมในอดีต โดยการพัฒนาทางวิศวกรรมโครงสร้างเส้นไหมและการทำงานร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สรุปแนวคิดออกมาได้ ดังนี้
- ใหญ่ : แนวคิดที่ต้องการเพิ่มพื้นที่สัมผัสใต้ผิว ตัวเงี่ยงจึงต้องหนาและมีฐานกว้างทรงภูเขาเพื่อให้สามารถล็อกหรือยกก้อนไขมันและเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยขึ้นไปในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยก : เน้นการรับแรงตึงและแรงดึงในระดับสูง เพื่อพยุงเนื้อเยื่อที่มีน้ำหนักมากได้โดยที่ตัวเงี่ยงไม่ล้มพับ
- ยึด : การยึดเกาะแบบ 2 ทิศทาง ช่วยล็อกตำแหน่งของก้อนไขมันหรือผิวที่หย่อนคล้อยกลับขึ้นไปอยู่บนตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างมั่นคง
- นาน : รีเซ็ตคุณภาพผิวใหม่โดยการกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติให้สร้างคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิก เพื่อคงผลลัพธ์ความยกกระชับได้ยาวนานยิ่งขึ้น
การเลือกใช้โดยแพทย์
เหตุผลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามเลือกใช้ ไหมภูเขา ในการปรับรูปหน้าและยกกระชับผิวนั้น มาจากคุณสมบัติที่ช่วยแก้จุดบกพร่องและข้อจำกัดของการร้อยไหมรูปแบบเดิม ๆ ตัวเส้นไหมมีความแข็งแรง ลดความเสี่ยงเรื่องไหมขาด หรือเงี่ยงล้มระหว่างทำ เนื่องจากไหมภูเขาเป็นการหล่อขึ้นรูปแกนหนาและทนแรงดึงได้สูงเฉลี่ย 44.45 นิวตัน ประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูง แพทย์จึงทำงานได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไหมขาดใต้ผิว เหมาะกับกลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ช่วยลดจำนวนเส้นไหมที่ใช้ต่อเคส ทำให้คนไข้บวมช้ำน้อยลง แต่ยังคงได้ผลลัพธ์การยกพยุงผิวที่ชัดเจน
ความแตกต่างของไหมไม่ได้หมายความว่าแบบใดดีกว่ากันเสมอไป
ไหมแต่ละชนิดมักถูกออกแบบมาเพื่อหน้าที่และบริเวณที่แตกต่างกัน จึงไม่มีไหมประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะปัญหาความหย่อนคล้อยของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันและผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นกับเส้นไหมเพียงอย่างเดียว การร้อยไหมให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องอาศัยปัจจัยด้านฝีมือและเทคนิคของแพทย์รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำ ดังนั้น การเลือกใช้ไหมจึงไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในตลาด แต่เป็นการเลือกสิ่งที่เข้ากับปัญหาผิวของเรามากที่สุด โดยอยู่ภายใต้การประเมินและการออกแบบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

แล้วไหมภูเขาเหมาะกับการใช้งานในลักษณะใด?
ไหมภูเขา (Phukhao Thread) เหมาะสำหรับการใช้งานในลักษณะเน้นดึงยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อยระดับเล็กปานกลางถึงมาก และต้องการแรงพยุงสูงเป็นพิเศษ ลักษณะการใช้งานและกลุ่มปัญหาที่เหมาะกับไหมภูเขา เช่น ปัญหาแก้มล่างหย่อนคล้อย, หนังตาตก, ดึงยกปรับมิติใบหน้าส่วนกลาง, ปรับกรอบหน้าให้คมชัด, เคสที่ต้องการใช้จำนวนเส้นไหมน้อยลง และผู้ที่มีอายุ 30-55 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ชั้นไขมันเริ่มเคลื่อนตัวต่ำลงและคอลลาเจนตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมลง

ปัจจัยใดควรพิจารณาก่อนเลือกไหมยกกระชับ?
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกร้อยไหมยกกระชับใบหน้ามี 5 ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด
- ปัจจัยที่ 1 ปัญหาและโครงสร้างใบหน้า
โครงหน้าและสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การประเมินปัญหาของตัวเองจะช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ถ้าหย่อนคล้อยเล็กปานกลางถึงมาก หรือบุคคลที่มีเนื้อแก้มเยอะจำเป็นต้องใช้ไหมที่มีเงี่ยงแข็งแรงในการดึงผิว การร้อยไหมจะตอบโจทย์มาก แต่ถ้าเป็นคนแก้มตอบหรือโหนกแก้มใหญ่ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะการร้อยไหมอาจยิ่งเน้นให้โหนกแก้มดูเด่นหรือแก้มดูตอบลงกว่าเดิม ซึ่งเคสแบบนี้แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ร่วมด้วย - ปัจจัยที่ 2 ชนิดและวัสดุของเส้นไหม
ไหมยกกระชับในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบซึ่งให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไป เช่น ไหมเงี่ยง (Cog) หรือไหมหล่อ (Molding Cog) เหมาะกับการดึงยกผิวที่หย่อนคล้อยและปรับกรอบหน้า ขณะที่ไหมเรียบ (Mono) จะเน้นไปที่การกระตุ้นคอลลาเจนและคุณภาพผิวชั้นบน วัสดุของไหมต้องละลายได้ 100% ปัจจุบันวัสดุหลักที่นิยมใช้คือ Polydioxanone (PDO) คงผลลัพธ์ได้ประมาณ 4–6 เดือน - ปัจจัยที่ 3 ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์
การร้อยไหมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไหมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ฝีมือของแพทย์ ร่วมด้วย ดังนั้นแพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องกายวิภาคใบหน้า สามารถวางไหมได้ถูกชั้นผิว หากแพทย์ไม่มีความชำนาญวางไหมตื้นเกินไปอาจทำให้ผิวเกิดรอยบุ๋ม หรือใบหน้าเบี้ยว ดูไม่เท่ากันได้ - ปัจจัยที่ 4 ความปลอดภัยและมาตรฐานของคลินิก
ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าไหมที่คลินิกนำมาใช้เป็นไหมละลายที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ไทย เพื่อป้องกันไหมปลอมหรือไหมหิ้วที่ไม่ละลาย รวมถึงความสะอาดของห้องทำหัตถการและอุปกรณ์ต้องปลอดเชื้อ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อใต้ชั้นผิวหนัง - ปัจจัยที่ 5 ระยะเวลาพักฟื้นและการดูแลตัวเอง
การร้อยไหมอาจทำให้เกิดอาการบวมช้ำหรือระบมใต้ผิวเล็กน้อยได้ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก คุณต้องพิจารณาว่ากิจวัตรประจำวัน สามารถเอื้อต่อการดูแลตัวเองหลังทำได้หรือไม่ เช่น การงดอ้าปากกว้าง การงดนวดหน้า และงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไหมภูเขาและการร้อยไหม
ไหมภูเขา มีความแตกต่างจากการร้อยไหมทั่วไปหลัก ๆ คือ โครงสร้างของเงี่ยงและแรงยึดเกาะ โดยเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นภายใต้แบรนด์ ไหมภูเขา ผลิตจากวัสดุละลายชนิด PDO ที่ได้มาตรฐาน โครงสร้างของเงี่ยงไหมที่ออกแบบมาคล้ายทรงภูเขา ทำให้มีฐานเงี่ยงหนา แข็งแรง และพยุงผิวที่หย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมากได้ดีกว่าไหมทั่วไป เพื่อแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยในเคสที่ท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไหมภูเขา เป็นไหมหล่อขึ้นรูปหรือ Molding cog ทำให้ได้เงี่ยงที่มีฐานหนา ทรงสามเหลี่ยมคล้ายภูเขา โดยที่แกนกลางของเส้นไหมไม่ได้ถูกเฉือนเนื้อออกไป จึงยังคงความหนา แข็งแรง และไม่เปราะหักง่ายเหมือนไหมเงี่ยงทั่วไป
ไหมภูเขา จุดเด่นสำคัญคือการออกแบบเงี่ยงทรงภูเขาที่มีฐานกว้างและหนา ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสในการยึดเกาะเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้ดีกว่าไหมร้อยทั่วไป ภายใต้สโลแกน “ใหญ่ ยก ยึด นาน” ช่วยพยุงเนื้อเยื่อและล็อกชั้นผิวได้แน่น เหมาะกับผิวที่มีน้ำหนักมากหรือมีความหย่อนคล้อยชัดเจน ใช้จำนวนเส้นไหมน้อยกว่า ลดโอกาสบวมช้ำ กระตุ้นคอลลาเจนและอยู่ได้นาน
มีผลอย่างมาก เพราะชนิดและลักษณะของเส้นไหมเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดผลลัพธ์ของการร้อยไหม ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพการยกกระชับ ระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะคงอยู่ และความปลอดภัย
สรุป
ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมจะออกมาสวยตรงความต้องการหรือไม่นั้น มักขึ้นอยู่กับเทคนิคและความชำนาญของแพทย์ การประเมินรูปหน้า และการวางตำแหน่งเส้นไหม รวมถึงการเลือกไหมให้เหมาะกับสภาพผิวและตอบโจทย์กับปัญหาที่มีในแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน
โดยในปัจจุบันมีไหมออกมาให้เลือกใช้หลากหลายประเภท หลายรูปแบบ มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม แนะนำให้ศึกษาข้อมูลของไหมแต่ละประเภท ปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ให้คำแนะนำในการเลือกไหมที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าในทุก ๆ ด้าน

