โดยทั่วไป Biostimulator ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล?
Biostimulator คือสารที่เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนังจะกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast สร้างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิก ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ อิ่มฟู เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอย เพื่อการกระตุ้นคอลลาเจนควรทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แม้จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดจะปรากฏในช่วง 1-2 เดือนหลังฉีด แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานถึง 2 ปี ทั้งนี้ จำนวนครั้งอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผิวและอายุของแต่ละบุคคล เป็นหลัก
Biostimulator กี่วันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง?
Biostimulator ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงจากผิวแน่นและกระชับขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในช่วง 1-3 เดือนหลังฉีด เนื่องจากกลไกการทำงานต้องใช้เวลาในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยผลลัพธ์มักคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี

สรุประยะเวลาการเห็นผลของ Biostimulator
1-3 วันแรก: อาจมีอาการบวมจากสารละลาย ทำให้รู้สึกว่าผิวเต็มขึ้นทันที แต่จะหายไปภายใน 1-3 วัน
2-3 สัปดาห์ (เริ่มเห็นผล): ผิวเริ่มมีความนุ่มลื่น ชุ่มชื้น และดูแน่นขึ้นเล็กน้อย
1-3 เดือน (เห็นผลชัดเจน): คอลลาเจนและอีลาสตินถูกสร้างขึ้นเต็มที่ ผิวดูยกกระชับ ริ้วรอยลดลงอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์ระยะยาว: โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ซึ่งคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี
ข้อแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นผลดีที่สุด แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ในช่วงแรก ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง
ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งในการทำ Biostimulator
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อจำนวนครั้งในการทำ Biostimulator มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สภาพผิวเดิมและอายุของแต่ละบุคคล ประเภทของ Biostimulator เป้าหมายของการรักษา และการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล

สภาพผิวเดิมและอายุ
สภาพผิวเดิมและอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดจำนวนครั้งที่ต้องฉีด Biostimulator หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน เนื่องจากหัตถการนี้เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเติมฟิลเลอร์เพื่อเปลี่ยนรูปหน้าทันที ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล
โดยทั่วไปช่วงอายุที่ควรกระตุ้นผิว แบ่งออกเป็น
- ช่วงอายุ 30-40 ปี หรือกลุ่ม Preventive Rejuvenation ปัจจุบันสนับสนุนการเริ่มใช้ตั้งแต่วัย 30 ปีขึ้นไป เป็นการป้องกันการสูญเสียคอลลาเจนก่อนที่จะเกิดความหย่อนคล้อยชัดเจน
- ช่วงอายุ 40-50 ปี มักได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เนื่องจากสภาพผิวเริ่มแสดงสัญญาณความร่วงโรยแต่ร่างกายยังมีศักยภาพในการตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดี
- ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป การตอบสนองต่อการกระตุ้นคอลลาเจนอาจลดลงหรือไม่สม่ำเสมอเท่ากลุ่มอายุน้อยกว่า ซึ่งอาจจำเป็นต้องปรับโปรโตคอล เช่น การเพิ่มจำนวนขวดหรือจำนวนครั้งในการรักษา

ประเภทของ Biostimulator
จำนวนครั้งในการทำ Biostimulator ขึ้นอยู่กับประเภทของสารและกลไกการกระตุ้น (Mechanism of Action) เป็นหลัก เนื่องจากสารแต่ละชนิดมีระยะเวลาในการคงตัวและการกระตุ้นคอลลาเจนที่ต่างกัน ดังนี้
- PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
เป็นสารประเภทที่ต้องอาศัยการทำต่อเนื่องในการกระตุ้นคอลลาเจนที่สมบูรณ์ PLLA จะทำหน้าที่เป็นโครงร่างให้เซลล์สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเติมเต็ม การแบ่งฉีดเป็นหลายครั้งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดตุ่มก้อน และช่วยให้การสร้างคอลลาเจนมีความหนาแน่นและเป็นธรรมชาติมากกว่าการฉีดปริมาณมากในครั้งเดียว อยู่ได้นาน 1-2 ปี- จำนวนครั้ง: 2-3 ครั้ง ในปีแรก
- ระยะห่าง: ทุก 4-6 สัปดาห์
- PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid)
เป็นอนุพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งของ PLA เป็นรูปทรงกลมและมีความพรุน ช่วยให้เซลล์ Fibroblast เข้าไปเติบโตได้ง่ายขึ้น อยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน การทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ตามกำหนดจะให้ผลลัพธ์ในด้านคุณภาพผิวดีขึ้นและรูขุมขนกระชับยาวนานกว่าการฉีดเพียงครั้งเดียว- จำนวนครั้ง: 3 ครั้ง
- ระยะห่าง: 4 สัปดาห์
- PDO (Polydioxanone)
ปัจจุบัน PDO ไม่ได้มีแค่ในรูปแบบเส้นไหม (Thread Lift) แต่มีการพัฒนาเป็นรูปแบบฉีด กลไกการสลายตัวค่อนข้างเร็ว อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่มีความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี แต่เนื่องจากสลายตัวไว จึงต้องการจำนวนครั้งในช่วงเริ่มต้นที่มากกว่า biostimulator ชนิดอื่น- จำนวนครั้ง: 3-5 ครั้ง
- ระยะห่าง: 4-6 สัปดาห์
- PCL (Polycaprolactone)
PCL มีโครงสร้างโมเลกุลที่สลายตัวช้า จะรักษา Volume ได้คงที่ตลอดระยะเวลาการรักษาประมาณ 1 ปี และจะกระตุ้นคอลลาเจนล้อมรอบอนุภาค PCL ต่อไปจนกว่าจะสลายตัวหมด จึงไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำบ่อย- จำนวนครั้ง: 1 ครั้ง ต่อการรักษา 1 รอบ
- ระยะห่าง: ทุก 1 ปี
- CaHA (Calcium Hydroxylapatite)
CaHA สามารถใช้ได้ทั้งแบบเติมเต็มทันทีและแบบกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว มักเห็นผลในความแน่นของผิวได้ชัดเจนตั้งแต่การทำครั้งแรก อยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน แต่อาจต้องทำซ้ำเพื่อผลลัพธ์ที่นานขึ้น- จำนวนครั้ง: 1-2 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับความเจือจาง)
- ระยะห่าง: 3-6 เดือน

เป้าหมายของการรักษา
เป้าหมายหลักของการรักษาด้วย Biostimulator คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวลึกถึงระดับเซลล์อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเน้นที่การกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ในชั้นหนังแท้ (Dermis) ให้ผลิตคอลลาเจน อีลาสติน ขึ้นใหม่ตามธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหาผิวที่เสื่อมสภาพตามวัย โดยมีเป้าหมายการรักษาที่ชัดเจน ดังนี้
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้เอง ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในอย่างยั่งยืน
- คืนความอ่อนเยาว์และผิวแน่นกระชับ แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยตื้น ริ้วรอยร่องลึก และความหย่อนคล้อยตามวัย ให้ผิวกลับมาแน่น อิ่มฟู และยืดหยุ่นดีขึ้น
- ปรับโครงสร้างผิวระยะยาว ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่การเติมเต็มชั่วคราว แต่เป็นการสร้างโครงสร้างผิวที่แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว
- ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพผิว (Skin Quality) ให้ดูอ่อนเยาว์ลง
Biostimulator จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด และให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นาน

การตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล
การตอบสนองของผิวต่อ Biostimulator ในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันไป โดยหลักๆ จะขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรงของปัญหาผิว การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เป็นต้น แม้ว่ากลไกหลักของ Biostimulator จะทำงานที่ชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นเซลล์ Fibroblast แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ทันทีแต่จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ลักษณะการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล
- 1-4 สัปดาห์แรก ผิวอาจดูสดใสขึ้นเล็กน้อย หรือมีความอิ่มฟูชั่วคราวหลังทำไม่เกิน 3-7 วัน
- 1-3 เดือน เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และริ้วรอยตื้นขึ้น เนื่องจากร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่
- 3-6 เดือน ผลลัพธ์เต็มที่ ผิวแน่น เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนอง
- อายุ วัยที่มีอายุมากอาจใช้เวลาในการสร้างคอลลาเจนใหม่นานกว่าหรือได้ผลน้อยกว่าวัยรุ่น
- สภาพผิวเดิม ผิวที่หย่อนคล้อยมากหรือมีริ้วรอยลึก อาจต้องทำหลายครั้งกว่าผิวที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อย
- การดูแลตัวเอง การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือการนอนหลับไม่เพียงพอ อาจลดประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจน
ควรวางแผนการรักษา Biostimulator อย่างไร?
การวางแผนรักษาด้วย Biostimulator ควรเน้นความต่อเนื่องและการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ผลลัพธ์ยั่งยืนและปลอดภัย โดยมีแนวทางดังนี้
ประเมินสภาพผิวก่อนเริ่ม
การประเมินสภาพผิวก่อนเริ่มการรักษา Biostimulator เป็นขั้นตอนสำคัญที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำเพื่อเลือกชนิดและโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจาก Biostimulator แต่ละประเภทมีคุณสมบัติในการแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน
ปัจจัยสำคัญในการประเมินสภาพผิว ดังนี้
- ระดับความหย่อนคล้อยและริ้วรอย ประเมินความแน่นกระชับของผิว โครงสร้างผิวที่ยุบตัวลง ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่สูญเสียคอลลาเจนตามวัย
- ปัญหาผิวที่ต้องการฟื้นฟู เช่น ผิวไม่กระชับ ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวหยาบกร้าน หรือต้องการยกกระชับรูปหน้าโดยไม่ต้องการเติมเต็มปริมาณมากเหมือนฟิลเลอร์
- คุณภาพผิวโดยรวม ตรวจสอบความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และความแข็งแรงของผิวชั้นใน
- ประวัติสุขภาพ ตรวจสอบการแพ้สาร หรือการทำหัตถการอื่น เช่น ฟิลเลอร์ ซิลิโคนเหลว เพื่อป้องกันปัญหาการเกิดผลข้างเคียง
เลือกชนิด Biostimulator ให้เหมาะกับปัญหา
การเลือก Biostimulator ให้เหมาะกับปัญหาผิวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุด โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน แยกตามการแก้ไขหลักของแต่ละชนิด ดังนี้
- ปัญหาผิวหย่อนคล้อย โครงสร้างผิวไม่แข็งแรง (ต้องการยกกระชับ)
- PLLA เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก แก้ไขความหย่อนคล้อย และกระตุ้นคอลลาเจนชนิดที่ 1 ช่วยให้ผิวแน่นกระชับขึ้น เห็นผลชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไป อยู่ได้นานถึง 2 ปี
- CaHA เด่นเรื่องการเติมเต็มทันทีและกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับโครงหน้าและลดริ้วรอยร่องลึก
- ปัญหาหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน (ต้องการปรับสภาพผิว)
- PDLLA แก้ไขเรื่องการรักษาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง และริ้วรอยเล็กๆ ให้ผิวเนียนละเอียด
- PDO กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี ฟื้นฟูผิวระยะสั้น เหมาะกับงานผิวที่ต้องการความเรียบเนียน
- ปัญหาผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวแก่ก่อนวัย (ต้องการคืนความอ่อนเยาว์)
- PCL ช่วยให้ผิวกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนทั่วใบหน้า ช่วยให้ผิวหน้าแน่นขึ้นและดูอ่อนเยาว์
วางจำนวนครั้งและระยะห่างในการทำ
การทำ Biostimulator เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาตินั้น โดยปกติแล้วไม่ได้ทำเพียงครั้งเดียวแล้วเห็นผลลัพธ์เต็มที่ แต่จำเป็นต้องมีการทำซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน โดยมีแนวทางโดยทั่วไป ดังนี้
จำนวนครั้งและระยะห่างที่แนะนำ (Standard Protocol)
- แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง เป็นอย่างน้อย เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่
- แต่ละครั้งควรเว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ Biostimulator ทำงานได้เต็มที่
- ผลลัพธ์หลังการรักษาครบโปรโตคอล ผลลัพธ์มักจะอยู่ได้นาน 1-2 ปี
ทำไมผลลัพธ์ของ Biostimulator ในแต่ละคนจึงแตกต่างกัน?
ผลลัพธ์ของ Biostimulator ในแต่ละคนแตกต่างกัน เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกับกลไกธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ปัจจัยภายในและภายนอกส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมาก โดยสาเหตุหลักมีดังนี้
- อายุและการตอบสนองของร่างกาย
Biostimulator ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง แต่ละช่วงอายุมีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ต่างกัน อายุน้อยตอบสนองดีผิวจะแน่นฟูเร็ว อายุมากตอบสนองช้าอาจเห็นผลช้ากว่า - สภาพผิวและความต้องการเบื้องต้น
คนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก อายุมาก หรือมีคอลลาเจนน้อยกว่า จะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจากการฉีดในคนที่ต้องการเพียงบำรุงผิวให้คุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้น - ประเภทของ Biostimulator
สาร Biostimulator แต่ละประเภท มีกลไกกระตุ้นและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแง่ของความฟูและความกระชับ เลือกใช้ให้เหมาะสมตามปัญหาผิว ตามดุลพินิจของแพทย์ - เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์
การฉีด Biostimulator ต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการเลือกชั้นผิวที่ฉีดและตำแหน่งที่ถูกต้อง หากฉีดไม่ตรงจุดหรือใช้เทคนิคไม่เหมาะสม ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง - จำนวนครั้งที่ฉีดต่อเนื่อง
การฉีดเพียงครั้งเดียวผลอาจอยู่ได้แค่ 2-4 เดือน ในขณะที่การฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ จะให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานถึง 1-2 ปี - การดูแลตัวเองหลังทำ
การดูแลผิวหลังทำ Biostimulator การพักผ่อน ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล

Biostimulator เหมาะกับใครบ้าง?
- ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และต้องการคงความอ่อนเยาว์ของผิวเอาไว้
- ผู้ที่มีริ้วรอยและร่องลึกในบริเวณต่างๆ
- ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น
- ผู้ที่มีผิวแห้งหรือรูขุมขนกว้าง
- ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว
ข้อควรรู้ก่อนเริ่มทำ Biostimulator
การทำ Biostimulator สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว ไม่ใช่การเติมเต็มทันที ข้อควรรู้ก่อนเริ่มทำมีดังนี้
- ความเข้าใจเกี่ยวกับผลลัพธ์
- เห็นผลช้าแต่ยั่งยืน Biostimulator จะกระตุ้นร่างกายให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนขึ้นไป จึงจะค่อยๆเห็นผลชัดเจน และอยู่ได้นาน 1-2 ปี
- ควรรักษาต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งมักจะเป็นการฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง

- การเตรียมตัวก่อนทำ (pre-treatment)
- งดทำหัตถการอื่น ควรงดทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ บริเวณเดียวกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
- ผู้ที่เหมาะหรือไม่เหมาะ เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจและตอบโจทย์สำหรับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล
- งดยาและอาหารเสริม ควรงดกลุ่มยาแก้ปวด (NSAIDs) แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา และสมุนไพรบางชนิด ก่อนทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยช้ำหลังทำ
- แจ้งประวัติการแพ้ ควรแจ้งแพทย์หากมีประวัติการแพ้ยา และโรคประจำตัว
- การเลือกคลินิกและแพทย์ ประสบการณ์แพทย์สำคัญมาก เพราะ Biostimulator ต้องใช้เทคนิคการฉีดเฉพาะตัว หากฉีดไม่ถูกชั้นผิวอาจทำให้สารกระจายตัวไม่ดี หรือเกิดปัญหาก้อนแข็ง ได้
- Biostimulatorของแท้ตรวจสอบได้ เลือกคลีนิกที่ได้มาตรฐาน และตรวจสอบว่าเป็นของแท้
สรุป
Biostimulator คือนวัตกรรมแห่งการฟื้นฟูผิวที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ เพื่อผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน แม้จะต้องใช้เวลารอผลลัพธ์ แต่ก็เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพผิวที่ดีในระยะยาว ด้วยคุณสมบัติที่กระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นลึก ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูความกระชับของผิว ซึ่งจะเห็นว่าสามารถครอบคลุมปัญหาได้ค่อนข้างรอบด้าน และให้ผลลัพธ์ที่ผิวสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ และสวยงามในระยะยาว โดยไม่ต้องฉีดหรือทำหัตถการบ่อยครั้ง

