ลักษณะผิวเด็ก หน้าเด็ก เป็นยังไง
ผิวที่ดู “อ่อนเยาว์” หน้าเด็ก หรือ “ผิวเด็ก” มักมีลักษณะดังนี้
- ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส
- ความชุ่มชื้นสมดุล ผิวดูอิ่มน้ำ
- ริ้วรอยและร่องลึกไม่เด่น
- รูขุมขนเล็ก ผิวดูสม่ำเสมอ
- ไม่มีรอยสิว จุดด่างดำ หรือความหมองคล้ำมาก
- ใบหน้าดูมีเลือดฝาด สุขภาพดี
โดยปัจจุบันมีวิธีดูแลผิวให้ดูอ่อนเยาว์หลายรูปแบบ ทั้งการดูแลด้วยตัวเองและการเข้ารับบริการกับผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

ปัจจัยที่ขัดขวางการมีหน้าเด็ก
ก่อนที่จะไปดูวิธีทำให้หน้าเด็ก เราต้องมารู้ปัจจัยที่ขัดขวางการมีหน้าเด็กกันก่อน เพื่อที่จะแก้ไขได้ตรงจุด โดยสาเหตุที่ทำให้หน้าดูแก่ เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ดังนี้
ปัจจัยภายใน
เกิดจากความเสื่อมของผิวตามธรรมชาติ หรือเรียกว่าผิวแก่ตามวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เป็นปัจจัยทางด้านพันธุกรรมที่แตกต่างกันไป โดยจะเริ่มเห็นผิวแก่ได้ชัดเจนเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ผิวแก่ตามวัยเกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- อนุมูลอิสระที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสามารถของร่างกายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหาย รวมทั้งการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ เกิดการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
- กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มช้าลง อิลาสตินสูญเสียความยืดหยุ่น เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่หลุดลอกออกอย่างรวดเร็ว และการผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่ลดลง
- การสูญเสียไขมันและการหย่อนตัวของไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้แก้มและเบ้าตาบุ๋มลง ผิวขาดความกระชับและมีลักษณะหย่อนคล้อย เนื่องจากกระดูกเริ่มกร่อนลง
ปัจจัยภายนอก
หน้าดูแก่ เหี่ยวย่น มีริ้วรอยจากปัจจัยภายนอก เป็นการเสื่อมสภาพของผิวเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอก ร่วมกับกระบวนการแก่ตามธรรมชาติ โดยสาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
- ผิวถูกทำลายโดยแสงแดด และมลภาวะ
- การแสดงสีหน้าแบบซ้ำ ๆ
- การอดนอน พักผ่อนน้อย
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผิวแก่เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียมวลกระดูกและไขมันใต้ผิว การสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว การหย่อนคล้อยของผิวเส้นเอ็น การหย่อนคล้อยของผิวหนังชั้น SMAS และปัจจัยภายนอกร่วมด้วย

ความสำคัญของโครงสร้างผิว
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกาย แต่ยังมีความสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ควบคุมอุณหภูมิ รับรู้ความรู้สึก ผลิตวิตามินดี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นผิวหนังต่าง ๆ ประกอบรวมกันเป็นโครงสร้างของผิวหนัง ดังนี้
ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
ผิวชั้นหนังกำพร้าเป็นชั้นผิวที่มองเห็นได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างของผิวหนังที่อยู่ชั้นนอกสุด มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 0.4-1.5 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เป็นด่านแรกปกป้องผิวจากสารพิษ แบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำ
ประกอบไปด้วยเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่า เคราติโนไซต์ (Keratinocyte) ซึ่งผลิตเคราติน (Keratin) โปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี
หากเจาะลึกโครงสร้างของผิวชั้นหนังกำพร้า ยังแบ่งออกเป็น 5 ชั้นย่อย เรียงจากด้านนอกสุดไปยังชั้นในสุด โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่ ดังนี้
- Stratum Corneum หรือ Horny Layer ปกป้องผิวและช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนัง
- Stratum Lucidum หรือ Clear Layer พบเฉพาะผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า
- Stratum Granulosum หรือ Granular Layer ประสานให้เซลล์ยึดเกาะกัน
- Stratum Spinosum หรือ Prickle Layer ปกป้องผิวจากเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ผิวหนัง
- Stratum Basale หรือ Basal Layer ผลิตเซลล์ผิวหนังใหม่และดันเซลล์ผิวเก่าขึ้นสู่ชั้นผิวด้านบน
ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)
ชั้นหนังแท้อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นที่หนาที่สุดของผิวหนัง มีความหนา 1-2 มิลลิเมตร ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูอ่อนเยาว์
นอกจากนี้ยังมีไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น มีต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ รูขุมขน และเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวกระจายอยู่ทั่วไป
ชั้นหนังแท้ ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้นย่อย ทำหน้าที่ ดังนี้
- Stratum Papillare หรือ Upper dermis กั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้า เสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังตึงกระชับและยืดหยุ่น
- Stratum Reticulare หรือ Lower Layer ผลิตของเหลวกั้นระหว่างผิวหนังชั้นไขมัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดและดูแลการอักเสบของผิวหนัง
ผิวชั้นไขมัน (Subcutaneous)
ชั้นไขมันเป็นชั้นที่อยู่ลึกสุดของผิวหนัง มีความหนาได้ถึง 10 เซนติเมตร โดยความหนาจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล ประกอบด้วยเซลล์ไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายคล้ายกับฉนวนกันความร้อน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานสำรองของร่างกาย และช่วยดูดซับแรงกระแทก อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการยึดผิวหนังให้ติดกับกล้ามเนื้อและกระดูกเข้าด้วยกัน
นอกจาก 3 ชั้นผิวที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) ก็เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่สำคัญของกล้ามเนื้อใบหน้า มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่รองรับและพยุงโครงสร้างของใบหน้า เมื่ออายุมากขึ้น หากชั้นผิวนี้หย่อนคล้อยจะส่งผลให้ใบหน้าดูแก่

วิธีฟื้นฟูผิวให้ดูเด็ก
เคล็ดลับหน้าเด็กที่ทำได้เอง
- ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยวิธี Double Cleansing
การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีหน้าเด็ก เพราะช่วยกำจัดสิ่งสกปรก ความมัน และเครื่องสำอางได้อย่างหมดจด ขั้นตอนแรกใช้คลีนซิ่งน้ำมันกำจัดเครื่องสำอางและครีมกันแดด ตามด้วยโฟมล้างหน้าเพื่อชำระล้างสิ่งตกค้างที่เหลือ - การทาสกินแคร์ที่มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซี Retinol หรือ Peptide ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวดูเด็ก ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป และใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด - ให้ความสำคัญกับการเติมความชุ่มชื้น
การขาดความชุ่มชื้นในผิวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Hyaluronic Acid จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เด้งฉ่ำ ดูอ่อนเยาว์ ควรทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขณะที่ผิวยังเปียกชื้นเพื่อให้ผิวดูดซึมได้ดีที่สุด - ทากันแดดเป็นประจำทุกวัน
แสงแดดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ การทาครีมกันแดด SPF 50 PA+++ ขึ้นไปทุกวันจะช่วยป้องกันผิวจากความเสียหายที่ทำให้หน้าแก่ ทั้งนี้แนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน - ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายผิว เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เป็นเคล็ดลับหน้าเด็กที่ควรทำเป็นประจำ

หัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผิวดูหน้าเด็ก
- โบท็อกซ์ Botulinum Toxin
โบท็อกซ์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยทำให้ผิวดูเด็กได้ ใช้เพื่อปรับการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยลดการขยับซ้ำที่ก่อให้เกิดริ้วรอย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเทคนิคและดุลยพินิจของแพทย์ - ฟิลเลอร์ Filler (HA)
ฟิลเลอร์ เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (HA) เข้าไปใต้ผิวเพื่อเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า ตามหลักการของสารเติมเต็มใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานความปลอดภัย - แก้ปัญหารอยสิวด้วยเลเซอร์
หัตถการเลเซอร์ จัดเป็นการรักษาผิวที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดรอยดำ รอยแดง ให้ผิวเรียบเนียน ดูหน้าเด็กและอ่อนเยาว์มากขึ้น ชนิดและความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ - เสริมผิวที่เรียบเนียนด้วยเครื่องมือแพทย์
เทคโนโลยีจากเครื่องมือแพทย์ที่ช่วยกระชับผิว ลดริ้วรอย ปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เผยผิวเรียบเนียนดูเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ จากการรักษาแบบต่อเนื่องพร้อมการดูแลหลังทรีตเมนต์อย่างใกล้ชิด ต้องทำภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น - ฟื้นฟูผิวให้เด็กลงด้วย Collagen Biostimulator
อีกเคล็ดลับหน้าเด็กที่น่าสนใจอย่างมากในตอนนี้ก็คือการ Collagen Biostimulator ฟื้นฟูเซลล์ผิว ปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อย ผิวเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้น ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวให้ผิวดูเด็กขึ้น
ในปัจจุบัน Collagen Biostimulator มีหลายยี่ห้อ ซึ่งต่างกันที่สารประกอบหลักที่ใช้และคุณสมบัติ ดังนี้- โปรแกรม PLANITI : คือนวัตกรรมใหม่จากเกาหลีใต้ ในกลุ่ม Biostimulator โดยใช้ PLLA (Poly‑L‑Lactic Acid) ที่ผสาน 2 อนุภาคเข้าด้วยกัน กระจายตัวยาได้ดี สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติของร่างกาย (Biodegradable)
- Sculptra : มีส่วนประกอบหลักเป็นโพลีแลกติก (Poly-L-lactic acid: PLLA) ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกให้แข็งแรง ผิวแน่นกระชับ
- Juvelook : เป็นนวัตกรรม Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักคือ PDLLA (Poly DL-Lactic Acid) ผสมกับ HA (Hyaluronic Acid)
- Gouri : มีส่วนผสมหลักเป็น Polycaprolactone (PCL) หรือไหมน้ำ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ
- Radiesse : มีส่วนประกอบสำคัญคือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) ฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์
- Ultracol 200 : มีส่วนประกอบหลักเป็น PDO (Polydioxanone) ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ปรับผิวให้เรียบเนียน
ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เท่านั้น
โปรแกรม PLANITI คืออะไร?
โปรแกรม PLANITI เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ได้รับความสนใจในวงการความงาม เนื่องจากออกแบบมาเพื่อใช้ในกระบวนการดูแลผิวโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสารสำคัญคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในงานการแพทย์มานาน และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติของร่างกาย (Biodegradable)
หลักการทั่วไปของกลุ่ม Biostimulator คือช่วย “เสริมการทำงานของผิวในระดับชั้นลึก” โดยอาศัยคุณสมบัติของสารสำคัญที่ได้รับการประเมินเหมาะสมจากผู้ให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพผิวของแต่ละบุคคล
โปรแกรม PLANITI รหัสลับดูแลผิวให้ดูเด็กในแบบที่เป็นธรรมชาติ
โปรแกรม PLANITI ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Hybrid Biostimulator เพราะมีแนวคิดการออกแบบที่ผสานอนุภาค PLLA สองรูปแบบไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ได้แก่
- Spherical Particle อนุภาคกลมที่กระจายตัวได้ง่าย ช่วยให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ทำหัตถการได้อย่างเหมาะสม
- Irregular Particle มีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ถูกออกแบบเพื่อช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติในชั้นผิว
แนวคิดการผสมอนุภาคสองชนิดนี้ คือการออกแบบให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันตามการประเมินของแพทย์ โดยเน้นความสม่ำเสมอของการกระจายผลิตภัณฑ์และลดโอกาสการเกิดก้อนภายใต้การใช้อย่างถูกต้อง
จุดเด่นโดยรวมของ โปรแกรม PLANITI
- การผสานอนุภาค 2 รูปแบบในขวดเดียว
- Spherical Particle กระจายตัวได้ดี
- Irregular Particle ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ
- สามารถใช้ได้ในหลายบริเวณ (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์)
ตัวอย่างบริเวณที่อาจถูกพิจารณา ได้แก่ ขมับ ร่องแก้ม ร่องมุมปาก แก้มตอบ และกรอบหน้า - มีรายงานว่ากระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติอาจเริ่มขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งหลังหัตถการ
แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล - การเปลี่ยนแปลงของผิวจะค่อยเป็นค่อยไปและแตกต่างกันในแต่ละราย
ระยะเวลาที่สังเกตเห็นผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ผิวเดิม การดูแลหลังทำ และจำนวนครั้งที่แพทย์วางแผน - แนวคิดด้านการดูแลคุณภาพผิวจากภายใน
โปรแกรม PLANITI มุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวมีความแข็งแรงตามธรรมชาติของผิวแต่ละคน - มาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย, CE, KFDA, ISO
การใช้งานต้องอยู่ภายใต้การดูแลในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและโดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น
การดูแลผิวให้ดูหน้าเด็กด้วย วิธีธรรมชาติ Vs หัตถการหน้าเด็ก แบบไหนดีกว่ากัน
วิธีทำให้หน้าเด็กโดยการดูแลด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความมีวินัย ต้องดูแลตัวเองด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังเป็นวิธีที่ให้ผลดีในแง่ของป้องกันและชะลอผิวแก่มากกว่าการรักษา เนื่องจากหากเกิดปัญหาผิวขึ้นมาแล้ว เช่น ริ้วรอยร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย เพียงแค่การดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติอาจไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการทำหัตถการทางการแพทย์ซึ่งให้ผลลัพธ์ทางด้านการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันและชะลอวัยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอาจจะแบ่งการดูแลตามช่วงวัย ดังนี้
- อายุ 20-25 ปี เน้นวิธีดูแลตัวเอง เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น สร้างความแรงให้ผิว เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของผิวให้ช้าที่สุด
- อายุ 25-39 ปี วิธีธรรมชาติร่วมกับหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด Botox, Filler, HIFU, Collagen biostimulator แก้ไขปัญหาระยะเริ่มต้น กระตุ้นคอลลาเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผิวรุนแรงในอนาคต
- อายุ 40-45+ วิถีธรรมชาติร่วมกับหัตถการยกกระชับ Botox, Filler, HIFU, ร้อยไหม, Collagen biostimulator ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย แก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึกที่เห็นได้ชัด
สรุป
การมีผิวหน้าเด็กไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อมลง และเลือกวิธีดูแลที่เหมาะสมกับตนเอง ทั้งการดูแลแบบธรรมชาติและการรับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง สำหรับเทคโนโลยีกลุ่ม Collagen Biostimulator เช่น โปรแกรม PLANITI เป็นหนึ่งในทางเลือกด้านการดูแลผิวเชิงลึก โดยควรทำเฉพาะในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
