โปรแกรม PLANITI รหัสลับย้อนวัยสู่ผิวหน้าเด็ก

โปรแกรม PLANITI รหัสลับย้อนวัยสู่ผิวหน้าเด็ก

เชื่อว่าใบหน้าที่มีความอ่อนเยาว์ หน้าเด็ก เป็นใบหน้าในฝันของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าอายุจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับวิธีทำให้หน้าเด็ก รหัสลับที่จะพาคุณย้อนวัย คืนความสดใสให้กับผิวหน้า รวบรวมเคล็ดลับหน้าเด็กทั้งแบบทั่วไปและหัตถการทางการแพทย์มาฝาก ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

สารบัญ

ลักษณะผิวเด็ก หน้าเด็ก เป็นยังไง

ผิวที่ดู “อ่อนเยาว์” หน้าเด็ก หรือ “ผิวเด็ก” มักมีลักษณะดังนี้

  • ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส
  • ความชุ่มชื้นสมดุล ผิวดูอิ่มน้ำ
  • ริ้วรอยและร่องลึกไม่เด่น
  • รูขุมขนเล็ก ผิวดูสม่ำเสมอ
  • ไม่มีรอยสิว จุดด่างดำ หรือความหมองคล้ำมาก
  • ใบหน้าดูมีเลือดฝาด สุขภาพดี

โดยปัจจุบันมีวิธีดูแลผิวให้ดูอ่อนเยาว์หลายรูปแบบ ทั้งการดูแลด้วยตัวเองและการเข้ารับบริการกับผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

ลักษณะผิวเด็ก หน้าเด็ก เป็นยังไง

ปัจจัยที่ขัดขวางการมีหน้าเด็ก

ก่อนที่จะไปดูวิธีทำให้หน้าเด็ก เราต้องมารู้ปัจจัยที่ขัดขวางการมีหน้าเด็กกันก่อน เพื่อที่จะแก้ไขได้ตรงจุด โดยสาเหตุที่ทำให้หน้าดูแก่ เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น มีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยภายใน

เกิดจากความเสื่อมของผิวตามธรรมชาติ หรือเรียกว่าผิวแก่ตามวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เป็นปัจจัยทางด้านพันธุกรรมที่แตกต่างกันไป โดยจะเริ่มเห็นผิวแก่ได้ชัดเจนเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ผิวแก่ตามวัยเกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  1.  อนุมูลอิสระที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสามารถของร่างกายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหาย รวมทั้งการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ เกิดการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
  2. กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มช้าลง อิลาสตินสูญเสียความยืดหยุ่น เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่หลุดลอกออกอย่างรวดเร็ว และการผลัดเซลล์ผิวหนังใหม่ลดลง
  3. การสูญเสียไขมันและการหย่อนตัวของไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้แก้มและเบ้าตาบุ๋มลง ผิวขาดความกระชับและมีลักษณะหย่อนคล้อย เนื่องจากกระดูกเริ่มกร่อนลง

ปัจจัยภายนอก

หน้าดูแก่ เหี่ยวย่น มีริ้วรอยจากปัจจัยภายนอก เป็นการเสื่อมสภาพของผิวเนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอก ร่วมกับกระบวนการแก่ตามธรรมชาติ โดยสาเหตุหลัก ๆ ได้แก่

  1. ผิวถูกทำลายโดยแสงแดด และมลภาวะ
  2. การแสดงสีหน้าแบบซ้ำ ๆ
  3. การอดนอน พักผ่อนน้อย
  4. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าผิวแก่เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียมวลกระดูกและไขมันใต้ผิว การสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว การหย่อนคล้อยของผิวเส้นเอ็น การหย่อนคล้อยของผิวหนังชั้น SMAS และปัจจัยภายนอกร่วมด้วย

ปัจจัยที่ขัดขวางการมีหน้าเด็ก

ความสำคัญของโครงสร้างผิว

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกาย แต่ยังมีความสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ควบคุมอุณหภูมิ รับรู้ความรู้สึก ผลิตวิตามินดี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นผิวหนังต่าง ๆ ประกอบรวมกันเป็นโครงสร้างของผิวหนัง ดังนี้

ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)

ผิวชั้นหนังกำพร้าเป็นชั้นผิวที่มองเห็นได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างของผิวหนังที่อยู่ชั้นนอกสุด มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 0.4-1.5 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เป็นด่านแรกปกป้องผิวจากสารพิษ แบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำ

ประกอบไปด้วยเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่า เคราติโนไซต์ (Keratinocyte) ซึ่งผลิตเคราติน (Keratin) โปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่ผลิตเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

หากเจาะลึกโครงสร้างของผิวชั้นหนังกำพร้า ยังแบ่งออกเป็น 5 ชั้นย่อย เรียงจากด้านนอกสุดไปยังชั้นในสุด โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่ ดังนี้

  • Stratum Corneum หรือ Horny Layer ปกป้องผิวและช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนัง
  • Stratum Lucidum หรือ Clear Layer พบเฉพาะผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า
  • Stratum Granulosum หรือ Granular Layer ประสานให้เซลล์ยึดเกาะกัน
  • Stratum Spinosum หรือ Prickle Layer ปกป้องผิวจากเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ผิวหนัง
  • Stratum Basale หรือ Basal Layer ผลิตเซลล์ผิวหนังใหม่และดันเซลล์ผิวเก่าขึ้นสู่ชั้นผิวด้านบน

ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)

ชั้นหนังแท้อยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นที่หนาที่สุดของผิวหนัง มีความหนา 1-2 มิลลิเมตร ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และดูอ่อนเยาว์

นอกจากนี้ยังมีไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น มีต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ รูขุมขน และเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวกระจายอยู่ทั่วไป

ชั้นหนังแท้ ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้นย่อย ทำหน้าที่ ดังนี้

  • Stratum Papillare หรือ Upper dermis กั้นระหว่างชั้นหนังกำพร้า เสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังตึงกระชับและยืดหยุ่น
  • Stratum Reticulare หรือ Lower Layer ผลิตของเหลวกั้นระหว่างผิวหนังชั้นไขมัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดและดูแลการอักเสบของผิวหนัง

ผิวชั้นไขมัน (Subcutaneous)

ชั้นไขมันเป็นชั้นที่อยู่ลึกสุดของผิวหนัง มีความหนาได้ถึง 10 เซนติเมตร โดยความหนาจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล ประกอบด้วยเซลล์ไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายคล้ายกับฉนวนกันความร้อน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานสำรองของร่างกาย และช่วยดูดซับแรงกระแทก อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการยึดผิวหนังให้ติดกับกล้ามเนื้อและกระดูกเข้าด้วยกัน

ผิวชั้น SMAS

นอกจาก 3 ชั้นผิวที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) ก็เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่สำคัญของกล้ามเนื้อใบหน้า มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่รองรับและพยุงโครงสร้างของใบหน้า เมื่ออายุมากขึ้น หากชั้นผิวนี้หย่อนคล้อยจะส่งผลให้ใบหน้าดูแก่

โครงสร้างชั้นผิวหนัง

วิธีฟื้นฟูผิวให้ดูเด็ก

เคล็ดลับหน้าเด็กที่ทำได้เอง

  1. ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยวิธี Double Cleansing
    การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นพื้นฐานสำคัญของการมีหน้าเด็ก เพราะช่วยกำจัดสิ่งสกปรก ความมัน และเครื่องสำอางได้อย่างหมดจด ขั้นตอนแรกใช้คลีนซิ่งน้ำมันกำจัดเครื่องสำอางและครีมกันแดด ตามด้วยโฟมล้างหน้าเพื่อชำระล้างสิ่งตกค้างที่เหลือ
  2. การทาสกินแคร์ที่มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
    เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซี Retinol หรือ Peptide ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวดูเด็ก ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป และใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  3. ให้ความสำคัญกับการเติมความชุ่มชื้น
    การขาดความชุ่มชื้นในผิวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Hyaluronic Acid จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เด้งฉ่ำ ดูอ่อนเยาว์ ควรทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขณะที่ผิวยังเปียกชื้นเพื่อให้ผิวดูดซึมได้ดีที่สุด
  4. ทากันแดดเป็นประจำทุกวัน
    แสงแดดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ การทาครีมกันแดด SPF 50 PA+++ ขึ้นไปทุกวันจะช่วยป้องกันผิวจากความเสียหายที่ทำให้หน้าแก่ ทั้งนี้แนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
  5. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
    การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายผิว เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน เป็นเคล็ดลับหน้าเด็กที่ควรทำเป็นประจำ
Check-list เคล็ดลับหน้าเด็กที่ดูแลเองได้

หัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผิวดูหน้าเด็ก

  1. โบท็อกซ์ Botulinum Toxin
    โบท็อกซ์เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยทำให้ผิวดูเด็กได้ ใช้เพื่อปรับการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยลดการขยับซ้ำที่ก่อให้เกิดริ้วรอย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเทคนิคและดุลยพินิจของแพทย์
  2. ฟิลเลอร์ Filler (HA)
    ฟิลเลอร์ เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (HA) เข้าไปใต้ผิวเพื่อเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า ตามหลักการของสารเติมเต็มใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามมาตรฐานความปลอดภัย
  3. แก้ปัญหารอยสิวด้วยเลเซอร์
    หัตถการเลเซอร์ จัดเป็นการรักษาผิวที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดรอยดำ รอยแดง ให้ผิวเรียบเนียน ดูหน้าเด็กและอ่อนเยาว์มากขึ้น ชนิดและความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
  4. เสริมผิวที่เรียบเนียนด้วยเครื่องมือแพทย์ 
    เทคโนโลยีจากเครื่องมือแพทย์ที่ช่วยกระชับผิว ลดริ้วรอย ปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เผยผิวเรียบเนียนดูเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ จากการรักษาแบบต่อเนื่องพร้อมการดูแลหลังทรีตเมนต์อย่างใกล้ชิด ต้องทำภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น
  5. ฟื้นฟูผิวให้เด็กลงด้วย Collagen Biostimulator
    อีกเคล็ดลับหน้าเด็กที่น่าสนใจอย่างมากในตอนนี้ก็คือการ Collagen Biostimulator ฟื้นฟูเซลล์ผิว ปรับปรุงคุณภาพผิวให้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อย ผิวเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้น ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวให้ผิวดูเด็กขึ้น

    ในปัจจุบัน Collagen Biostimulator มีหลายยี่ห้อ ซึ่งต่างกันที่สารประกอบหลักที่ใช้และคุณสมบัติ ดังนี้
    • โปรแกรม PLANITI : คือนวัตกรรมใหม่จากเกาหลีใต้ ในกลุ่ม Biostimulator โดยใช้ PLLA (Poly‑L‑Lactic Acid) ที่ผสาน 2 อนุภาคเข้าด้วยกัน กระจายตัวยาได้ดี สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติของร่างกาย (Biodegradable)
    • Sculptra : มีส่วนประกอบหลักเป็นโพลีแลกติก (Poly-L-lactic acid: PLLA) ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกให้แข็งแรง ผิวแน่นกระชับ
    • Juvelook : เป็นนวัตกรรม Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักคือ PDLLA (Poly DL-Lactic Acid) ผสมกับ HA (Hyaluronic Acid)
    • Gouri : มีส่วนผสมหลักเป็น Polycaprolactone (PCL) หรือไหมน้ำ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ
    • Radiesse : มีส่วนประกอบสำคัญคือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) ฟื้นฟูการทำงานของไฟโบรบลาสต์
    • Ultracol 200 : มีส่วนประกอบหลักเป็น PDO (Polydioxanone) ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ปรับผิวให้เรียบเนียน

      ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เท่านั้น

โปรแกรม PLANITI คืออะไร?

โปรแกรม PLANITI เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ได้รับความสนใจในวงการความงาม เนื่องจากออกแบบมาเพื่อใช้ในกระบวนการดูแลผิวโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสารสำคัญคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในงานการแพทย์มานาน และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติของร่างกาย (Biodegradable)

หลักการทั่วไปของกลุ่ม Biostimulator คือช่วย “เสริมการทำงานของผิวในระดับชั้นลึก” โดยอาศัยคุณสมบัติของสารสำคัญที่ได้รับการประเมินเหมาะสมจากผู้ให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพผิวของแต่ละบุคคล

โปรแกรม PLANITI รหัสลับดูแลผิวให้ดูเด็กในแบบที่เป็นธรรมชาติ

โปรแกรม PLANITI ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Hybrid Biostimulator เพราะมีแนวคิดการออกแบบที่ผสานอนุภาค PLLA สองรูปแบบไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ได้แก่

  • Spherical Particle อนุภาคกลมที่กระจายตัวได้ง่าย ช่วยให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ทำหัตถการได้อย่างเหมาะสม
  • Irregular Particle มีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ถูกออกแบบเพื่อช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติในชั้นผิว

แนวคิดการผสมอนุภาคสองชนิดนี้ คือการออกแบบให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันตามการประเมินของแพทย์ โดยเน้นความสม่ำเสมอของการกระจายผลิตภัณฑ์และลดโอกาสการเกิดก้อนภายใต้การใช้อย่างถูกต้อง

จุดเด่นโดยรวมของ โปรแกรม PLANITI

  1. การผสานอนุภาค 2 รูปแบบในขวดเดียว
    • Spherical Particle กระจายตัวได้ดี
    • Irregular Particle ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ
  2. สามารถใช้ได้ในหลายบริเวณ (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์)
    ตัวอย่างบริเวณที่อาจถูกพิจารณา ได้แก่ ขมับ ร่องแก้ม ร่องมุมปาก แก้มตอบ และกรอบหน้า
  3. มีรายงานว่ากระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติอาจเริ่มขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งหลังหัตถการ
    แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  4. การเปลี่ยนแปลงของผิวจะค่อยเป็นค่อยไปและแตกต่างกันในแต่ละราย
    ระยะเวลาที่สังเกตเห็นผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ผิวเดิม การดูแลหลังทำ และจำนวนครั้งที่แพทย์วางแผน
  5. แนวคิดด้านการดูแลคุณภาพผิวจากภายใน
    โปรแกรม PLANITI มุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวมีความแข็งแรงตามธรรมชาติของผิวแต่ละคน
  6. มาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
    ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย, CE, KFDA, ISO

การใช้งานต้องอยู่ภายใต้การดูแลในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและโดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

การดูแลผิวให้ดูหน้าเด็กด้วย วิธีธรรมชาติ Vs หัตถการหน้าเด็ก แบบไหนดีกว่ากัน

วิธีทำให้หน้าเด็กโดยการดูแลด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความมีวินัย ต้องดูแลตัวเองด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังเป็นวิธีที่ให้ผลดีในแง่ของป้องกันและชะลอผิวแก่มากกว่าการรักษา เนื่องจากหากเกิดปัญหาผิวขึ้นมาแล้ว เช่น ริ้วรอยร่องลึก ผิวหย่อนคล้อย เพียงแค่การดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติอาจไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการทำหัตถการทางการแพทย์ซึ่งให้ผลลัพธ์ทางด้านการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันและชะลอวัยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอาจจะแบ่งการดูแลตามช่วงวัย ดังนี้

  • อายุ 20-25 ปี เน้นวิธีดูแลตัวเอง เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น สร้างความแรงให้ผิว เพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของผิวให้ช้าที่สุด
  • อายุ 25-39 ปี วิธีธรรมชาติร่วมกับหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด Botox, Filler, HIFU, Collagen biostimulator แก้ไขปัญหาระยะเริ่มต้น กระตุ้นคอลลาเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผิวรุนแรงในอนาคต
  • อายุ 40-45+ วิถีธรรมชาติร่วมกับหัตถการยกกระชับ Botox, Filler, HIFU, ร้อยไหม, Collagen biostimulator ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย แก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึกที่เห็นได้ชัด

สรุป

การมีผิวหน้าเด็กไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อมลง และเลือกวิธีดูแลที่เหมาะสมกับตนเอง ทั้งการดูแลแบบธรรมชาติและการรับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง สำหรับเทคโนโลยีกลุ่ม Collagen Biostimulator เช่น โปรแกรม PLANITI เป็นหนึ่งในทางเลือกด้านการดูแลผิวเชิงลึก โดยควรทำเฉพาะในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

เรื่องล่าสุด
ปัญหา “หน้าโทรม หมองคล้ำ” เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่หลายคนเผชิญในยุคที่การพักผ่อนน้อย ความเครียด และมลภาวะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ผิวที่ดูอ่อนล้า ไม่สดใส หรือดูเหนื่อยตลอดเวลา อาจสะท้อนทั้งสุขภาพภายในและการดูแลผิวภายนอกที่ยังไม่ถูกจุด บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่าหน้าโทรมจริง ๆ…..
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณ ริ้วรอย และความหย่อนคล้อยของใบหน้าก็เริ่มเป็นปัญหาที่หนักใจของคนอายุ 35+ แต่การดูแลผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีหลากหลายทางเลือก ทั้งแบบธรรมชาติ และหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด บทความนี้จะมาช่วยหาทางเลือกหัตถการการดูแลผิวในอายุ 35+…..
ปี 2026 เทรนด์หน้าเด็กยังคงมาแรง และ Biostimulator กลายเป็นตัวช่วยยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากมีผิวเรียบเนียน กระชับ และดูอ่อนเยาว์ บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่กลไกการทำงาน ประเภทต่าง ๆ ความปลอดภัย…..

Related Article

การฉีด Biostimulator เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกความงาม แต่หลายคนอาจสงสัยว่า หลังฉีด Biostimulator แล้ว ยังสามารถทำหัตถการอื่นร่วมด้วยได้หรือไม่ เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์…..
ด้วยความที่สารกระตุ้นคอลลาเจนเป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างได้รับความนิยม การพัฒนาสารกระตุ้นคอลลาเจนสำหรับฉีดลงบนผิวหรือ Biostimulator เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของงานผิวรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การยกดึงหน้าขึ้นอย่างการผ่าตัด แต่เป็นการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ส่งผลลัพธ์ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เปลี่ยนผิวจากที่เสื่อมสภาพให้เป็นผิวที่แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น

วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบความแตกต่างของสารกระตุ้นคอลลาเจนตัวแรกอย่าง PLA vs…..

Planiti และ Exosome เป็นหัตถการฟื้นฟูผิวล้ำลึกที่กำลังได้รับความนิยม แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่า ทั้งสองต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวตัวเอง

บทความนี้จะพาคุณสรุปข้อแตกต่าง จุดเด่น และวิธีเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวของคุณที่สุด

…..