สิวอุดตัน
ลักษณะสิวอุดตัน

สิวอุดตัน คือ สิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนบนผิวหน้า โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่มีหัว และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ เมื่อนำมือไปสัมผัสจะรู้สึกถึงความเป็นไตใต้ชั้นผิวหนัง ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาดการดูแลรักษาความสะอาด หรือมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเป็นปัจจัยกระตุ้นก็อาจส่งผลให้กลายเป็นสิวอักเสบได้ในที่สุด
ประเภทของสิวอุดตัน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะดังนี้
- สิวหัวปิด (Closed Comedone) สิวชนิดนี้มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาว มองเห็นได้ชัดเจนบนผิว คล้ายมีอะไรอุดตันอยู่ข้างใต้ไม่แนะนำให้บีบ หรือแกะ เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบ และเกิดรอยสิวได้
- สิวหัวเปิด (Open Comedone) หรือ สิวหัวดำ มีลักษณะเป็นหัวสีดำที่สังเกตเห็นได้ เกิดจากการที่ไขมันส่วนเกินสัมผัสกับอากาศแม้จะดูเหมือนสามารถบีบออกได้ง่าย แต่การบีบสิวเองอาจทำให้เกิดการอักเสบ และทิ้งรอยสิว
- สิวไม่มีหัว (Microcomedone) สิวขนาดเล็กที่มักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นจุดเริ่มต้นของสิวอุดตันชนิดอื่น ๆ การรักษาสิวชนิดนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันการเกิดสิวอักเสบในอนาคตได้
วิธีดูแลรักษาสิวอุดตัน
การดูแล และรักษาสิวอุดตันอย่างตรงจุด ควรปฏิบัติ ดังนี้
- ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ชั้นปราการผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และความมันส่วนเกิน หลังล้างหน้ารู้สึกสบายผิว และไม่รู้สึกตึงผิว
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว ห้ามบีบ แกะ เกา หรือขัดถูบริเวณที่เป็นสิวอย่างรุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบ หรือเกิดรอยสิวได้
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ออกแบบมาสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยควบคุมความมัน ลดการอุดตัน และลดการระคายเคือง อย่าง Salicylic acid ช่วยสลายสิ่งอุดตันในรูขุมขน หรือ Silica ที่ช่วยควบคุมความมัน
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และอาหารแปรรูป ซึ่งอาจกระตุ้นการผลิตน้ำมัน และทำให้เกิดสิวได้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากสิวอุดตันไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม
สิวอักเสบ
ลักษณะสิวอักเสบ
ลักษณะของสิวอักเสบ คือ เป็นตุ่มแดง นูน บวม และกดแล้วเจ็บ อาจมีหนองที่หัวสิว หรือเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนังที่เจ็บมากก็ได้ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย P.acnes ที่เจริญเติบโตภายในรูขุมขน ส่งผลให้เกิดการอักเสบรุนแรง
ลักษณะสิวอักเสบที่พบบ่อย มีดังนี้
- สิวตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบระยะแรก มีลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ นูนขึ้นมาจากผิวหนัง กดแล้วเจ็บ ไม่มีหนอง
- สิวหัวหนอง (Pustule) เป็นสิวที่พัฒนามาจากสิวตุ่มแดง มีลักษณะเป็นตุ่มแดงบวม มีหนองสีขาว หรือเหลืองอยู่ตรงกลาง มีหัวสิวชัดเจน
- สิวอักเสบหัวแข็ง (Nodule) เป็นสิวที่เกิดจากการอักเสบในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ขนาดใหญ่ แข็ง กดแล้วเจ็บมาก แต่ไม่มีหัวสิวที่เห็นได้ชัด
- สิวซีสต์ (Cyst) เป็นสิวที่มีความรุนแรงที่สุด มีลักษณะเป็นถุงหนองขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง เจ็บมาก และมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ง่าย
วิธีดูแลรักษาสิวอักเสบ
วิธีดูแลรักษาสิวอักเสบ เบื้องต้น
- ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ และไม่ถูหน้าแรงเกินไป - ใช้แผ่นแปะสิว (Pimple Patch)
สำหรับสิวที่มีหัวหนอง แผ่นแปะสิวจะช่วยดูดซับของเหลว ลดการสัมผัสและช่วยให้สิวยุบไวขึ้น - ใช้ยาแต้มสิว
เลือกผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide, Salicylic Acid หรือ Adapalene เพื่อช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย - ทามอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซึมง่าย และไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งเกินไปซึ่งอาจกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น - หลีกเลี่ยงการแกะสิว
การบีบ แคะ หรือแกะสิว อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจาย เกิดการอักเสบมากขึ้น เสี่ยงให้เกิดรอยดำ หรือหลุมสิวตามมา

เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์
- สิวมีลักษณะรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลรักษาเบื้องต้น
- แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา เช่น ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาในกลุ่ม Retinoids หรือยาคุมกำเนิด (สำหรับผู้หญิง)
- หัตถการอื่น ๆ เช่น การฉีดสิว การรักษาด้วยเลเซอร์
สิวตุ่มหนอง

ลักษณะสิวตุ่มหนอง
สิวหนอง (Pustules Acne) คือหนึ่งในประเภทสิวอักเสบไม่รุนแรงมากที่มีหัวสิวให้เห็น ลักษณะสิวหนองจะมีอาการแดงรอบ ๆ สิว รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเมื่อสัมผัสโดน และมีหัวสิวเป็นหนองมีทั้งสีขาว สีเหลือง หรือสีเขียวจึงทำให้สิวชนิดนี้สังเกตเห็นได้ง่าย ขนาดของสิวหนองมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับความอักเสบของสิว เป็นชนิดสิวที่ไม่ควรบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น ลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ได้ง่าย
วิธีดูแลรักษาสิวตุ่มหนอง
วิธีดูแลรักษาสิวตุ่มหนอง เบื้องต้น
- รักษาความสะอาดผิวหน้า
ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดแบคทีเรีย และสิ่งสกปรก - ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอย่าง Benzoyl Peroxide หรือ Salicylic Acid เพื่อลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยผลัดเซลล์ผิว - การใช้แผ่นดูดสิว
จะช่วยดูดซับของเหลว หรือหนอง ออกมาจากสิวทำให้สิวแห้งได้ง่ายขึ้น ยังช่วยลดอาการอักเสบ ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันไม่ให้มือไปสัมผัสกับผิวโดยตรง - ห้ามบีบ หรือแกะสิว
การบีบสิวจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ - รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การทานอาหารที่เหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพผิว
สิวหิน

ลักษณะสิวหิน
สิวหิน มีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ นูนขึ้นมาบนผิวหนัง มีขนาดเล็กประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ลักษณะของสิวหินโดยทั่วไปจะมีสีเดียวกับผิวหนัง หรือออกเป็นสีเหลืองอ่อน สิวหินมักไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคัน พื้นผิวเรียบ ไม่มีลักษณะเป็นหนอง หรือมีหัวเหมือนสิวอักเสบทั่วไป สิวหินเกิดจากการขยายตัวของท่อเหงื่อใต้ผิวหนัง จึงมีลักษณะนูนขึ้นมาแต่ไม่ลึกลงไปในชั้นผิวหนั
ความแตกต่างระหว่างสิวหิน และสิวเม็ดข้าวสาร
ทั้งสิวหิน และสิวเม็ดข้าวสารมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน เพราะสิวหินเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ แต่สิวเม็ดข้าวสารเกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนัง
- สิวหิน (Syringoma)
ความผิดปกติของท่อเหงื่อ เป็นเพียงตุ่มเนื้อนูนแข็งขนาดเล็กมีสีขาวขุ่น หรือสีเหลืองเท่านั้น และเป็นสิวที่ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน เพียงแต่อาจจะสร้างความรำคาญให้เราเท่านั้น และสิวหินมักจะเกิดในบริเวณรอบดวงตาเป็นส่วนใหญ่ เกิดได้ทั้งบริเวณใต้ตา และเปลือกตา แต่ในบางกรณีอาจเกิดในบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายได้ด้วย เช่น โหนกแก้ม จมูก หรือหลัง สาเหตุของการเกิดสิวหิน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่ในเรื่องจำนวนของสิวหินที่เกิดปกติแล้วจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม และอายุที่เพิ่มขึ้น - สิวเม็ดข้าวสาร (Milia)
สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตื้นและแข็ง สีขาวคล้ายไข่มุก หรือเม็ดข้าวสาร มีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่ปรากฏขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้ม จมูก หรือเปลือกตา คล้ายสิวผดสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย บางรายอาจมีอาการคัน สิวข้าวสารอาจหายเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือน แต่ในบางกรณีหากเป็นสิวข้าวสารนานเกิน 3 เดือนแล้วยังไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
วิธีดูแลรักษาสิวหิน
การดูแลผิวด้วยตนเอง
- ห้ามบีบ แกะ หรือกดสิวด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือเป็นแผลเป็นได้
- ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรง ๆ
- ทาครีมกันแดด ป้องกันรังสี UV ซึ่งอาจทำให้สิวหินมีสีเข้มขึ้น หรือทำให้ผิวระคายเคือง
- เลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสม โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “Non-comedogenic” ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด ความร้อน ความชื้น เหงื่อ และมลภาวะ
การรักษาโดยแพทย์
- การจี้ด้วยไฟฟ้า
การรักษาสิวหินด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้าเป็นการใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงในการทำลายเนื้อเยื่อของสิวหิน ทำให้สิวหินฝ่อลง และหลุดออกไปในที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นเหมาะสำหรับสิวหินขนาดเล็ก และจำนวนน้อย - การเลเซอร์
การรักษาสิวหินด้วยการเลเซอร์ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความแม่นยำสูง ทำลายเฉพาะเนื้อเยื่อของสิวหินโดยไม่กระทบต่อผิวหนังบริเวณรอบข้าง และยังช่วยลดโอกาสในการเกิดแผลเป็นอีกด้วย เหมาะสำหรับสิวหินขนาดเล็ก และอาจมีจำนวนน้อยไปถึงมาก
สิวฮอร์โมน

ลักษณะสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือ สิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ไม่สมดุล และส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายสูงขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะเกิดสิวมากขึ้น โดยสามารถเกิดสิวได้หลากหลายชนิดร่วมกัน ทั้งสิวอักเสบ สิวอุดตัน มีลักษณะคล้ายสิวปกติทั่วไป บางรายอาจมีอาการสิวเห่อขึ้นทั่วหน้า จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำ เช่น ช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน ช่วงระยะเวลาที่มีความเครียดสะสม หรือช่วงที่ใช้ยาคุม ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดสิวในช่วงนี้ เพราะส่งผลกระทบให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนเช่นกัน
วิธีดูแลรักษาสิวฮอร์โมน
การดูแลตนเองเบื้องต้น
- ดูแลความสะอาดผิว ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรับเปลี่ยนอาหาร ลดอาหารหวาน ของมัน ของทอด และเพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามิน
- ลดความเครียด จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสิวฮอร์โมนจัดเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมนเพศภายในร่างกายที่ไม่สมดุล
การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- กดสิว ใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อนำสิวอุดตันออก แต่ต้องทำโดยผู้ชำนาญเท่านั้น
- ฉีดสิว (Cortisone Injection) ใช้ฉีดสิวอักเสบขนาดใหญ่เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว
- การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peel) ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งอุดตัน
- การฉายแสง (Phototherapy) และเลเซอร์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- ยาทาเฉพาะที่
- BPO (Benzoyl Peroxide) ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- อนุพันธุ์วิตามินเอ (เช่น Tretinoin) ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
- Tea Tree Oil ช่วยลดการอักเสบ
- ยาชนิดรับประทาน
- ยาปฏิชีวนะ เช่น Tetracycline, Doxycycline ช่วยลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการผลิตน้ำมัน
- ยากลุ่ม Anti-Androgen เช่น Spironolactone ช่วยลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นการผลิตน้ำมันและสิว
สรุป
สิว เป็นความผิดปกติของสภาพผิวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งหญิง ชายจากหลากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ สิวทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ และความมั่นใจในการเข้าสังคม อย่างไรก็ตาม สิวสามารถหายได้เองด้วยการหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง เช่น สิวหัวช้าง สิวเชื้อรา สิวซีสต์ สิวเรื้อรังรักษาไม่หาย ควรพบแพทย์ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์สภาพผิว และการหาสาเหตุของสิวเพื่อให้การรักษาได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด
สนใจผลิตภัณฑ์ Innovation Beauty สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ที่ 061-5325495 หรือ กด @Line ด้านล่างได้เลยค่ะ
