5 สัญญาณที่บ่งบอกว่า…คุณควรเลือก Biostimulator แทน Filler
5 สัญญาณที่บ่งบอกว่า…คุณควรเลือก Biostimulator แทน Filler

5 สัญญาณที่บ่งบอกว่า…คุณควรเลือก Biostimulator แทน Filler

ปัจจุบันการปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และกระชับมีตัวเลือกมากมาย ซึ่ง Filler และ Biostimulator เป็นสองเทคนิคยอดนิยมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Biostimulator อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับบางกรณี? มาดูกันว่า 5 สัญญาณสำคัญ ที่บ่งบอกว่าคุณควรเลือก Biostimulator แทน Filler มีอะไรบ้าง

สารบัญ

1. คุณต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานกว่า

หากคุณกำลังมองหาวิธีคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวโดยที่ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้นาน Biostimulator อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Filler ในหลายกรณี

Filler เป็นสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวเพื่อช่วยปรับรูปหน้า เติมเต็มร่องลึก และทำให้ผิวดูอิ่มฟู ให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีหลังทำ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของ Filler มักจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของสารและตำแหน่งที่ฉีด) หลังจากนั้น สารเติมเต็มจะค่อยๆ สลายไป ทำให้ต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์

ในขณะที่ Biostimulator ทำงานแตกต่างออกไป แทนที่จะเป็นเพียงการเติมเต็ม Biostimulator กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ส่งผลให้ ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และอิ่มฟูจากภายใน กระบวนการนี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีเหมือน Filler แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยทั่วไป ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นชัดขึ้นภายใน 2-3 เดือนหลังฉีด และสามารถอยู่ได้นานกว่า 2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของ Biostimulator ที่ใช้

นอกจากนี้ Biostimulator ไม่เพียงช่วยเติมเต็ม แต่ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว ทำให้ผิวดูสุขภาพดี เปล่งปลั่ง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ไม่ดูแข็งทื่อหรือเปลี่ยนแปลงใบหน้ามากเกินไป

ดังนั้น หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ และช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน Biostimulator อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า Filler เพียงอย่างเดียว

2. คุณมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากกว่าการขาดวอลุ่ม

หากคุณสังเกตว่าผิวของคุณเริ่มมี ความหย่อนคล้อยมากขึ้น ไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะบริเวณแนวกราม แก้ม หรือร่องน้ำหมาก แต่ยังไม่ได้สูญเสียวอลุ่มของใบหน้าไปมาก Biostimulator อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการใช้ Filler

Filler กับการเติมเต็มวอลุ่ม

Filler ทำหน้าที่หลักคือการ เติมเต็มในจุดที่ขาดวอลุ่ม เช่น แก้มตอบ ขมับลึก หรือร่องลึกใต้ตา โดยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้ผิว ผลลัพธ์ของ Filler จะเห็นได้ทันทีและช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบขึ้น อย่างไรก็ตาม Filler ไม่สามารถยกกระชับผิวได้โดยตรง หากคุณมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว โอกาสที่ Filler จะทำให้ใบหน้าดูหนัก หรือผิดธรรมชาติอาจมีมากขึ้น

Biostimulator กับการฟื้นฟูโครงสร้างผิว

ในทางกลับกัน Biostimulator ไม่ได้ทำงานเพียงแค่เติมเต็ม แต่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ ผิวกระชับขึ้นตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณวอลุ่มมากจนเกินไป Biostimulator จะช่วยให้ ผิวฟูขึ้นจากภายใน โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น และลดความหย่อนคล้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปรียบเทียบการทำงานของ Filler และ Biostimulator

คุณสมบัติFillerBiostimulator
หลักการทำงานเติมเต็มและเพิ่มวอลุ่มให้จุดที่มีร่องลึกกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูโครงสร้างผิว
ผลลัพธ์เห็นผลทันทีหลังฉีดค่อยๆ เห็นผลภายใน 2-3 เดือน และอยู่ได้นานขึ้น
อายุของผลลัพธ์6-12 เดือน1-2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของ Biostimulator
เหมาะกับปัญหาแบบไหนปัญหาขาดวอลุ่ม เช่น แก้มตอบ ขมับลึก ร่องใต้ตาปัญหาผิวหย่อนคล้อย ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ความเป็นธรรมชาติอาจทำให้ใบหน้าดูอิ่มขึ้นทันทีผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ผิวแข็งแรงขึ้น

3. คุณกังวลเรื่องการฉีดซ้ำบ่อยๆ

หนึ่งในปัจจัยที่หลายคนคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจเลือกวิธีปรับรูปหน้าหรือฟื้นฟูผิว คือ “ต้องฉีดซ้ำบ่อยแค่ไหน?” เพราะแม้ว่าการฉีด Filler หรือ Biostimulator จะให้ผลลัพธ์ที่ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น แต่ความถี่ในการฉีดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา

Filler เห็นผลเร็ว แต่ต้องฉีดซ้ำบ่อย

Filler เป็นสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปเพื่อช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นทันที โดยสามารถใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึก เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม ขมับ หรือเสริมโครงหน้า อย่างไรก็ตาม Filler มี อายุเฉลี่ยประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของ Filler และบริเวณที่ฉีด หลังจากนั้น สาร Filler จะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ ทำให้จำเป็นต้อง ฉีดเติมซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคงผลลัพธ์เดิม

สำหรับบางคนที่ไม่ต้องการกลับมาฉีดบ่อยๆ หรือกังวลเรื่องการฉีดซ้ำ การใช้ Filler อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

Biostimulator กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่า

Biostimulator ทำงานแตกต่างจาก Filler ตรงที่ ไม่ได้เป็นเพียงสารเติมเต็ม แต่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ส่งผลให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นจากภายใน และช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว

แม้ว่าผลลัพธ์ของ Biostimulator อาจไม่เห็นผลทันทีเหมือน Filler แต่จะเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนภายใน 2-3 เดือน หลังฉีด และอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของ Biostimulator ที่ใช้ ซึ่งหมายความว่า คุณไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ

4. คุณต้องการปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาวิธีฟื้นฟูผิวที่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเติมเต็มริ้วรอยชั่วคราว แต่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้นในระยะยาว Biostimulator อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า Filler

Filler เติมเต็มเฉพาะจุด แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูผิวในระยะยาว

Filler ทำงานโดยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้ผิว เพื่อช่วยให้บริเวณที่มีร่องลึกดูตื้นขึ้นทันที เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาผิวแบบเฉพาะจุด เช่น ร่องแก้มลึก ขมับตอบ หรือใต้ตาลึก อย่างไรก็ตาม Filler ไม่ได้ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นในระยะยาว เพราะเป็นเพียงการเติมสารเข้าไปโดยตรง เมื่อเวลาผ่านไป สาร Filler จะค่อยๆ สลายตัว และต้องฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์

Biostimulator  กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวจากภายใน

Biostimulator ไม่ได้เพียงแค่เติมเต็มริ้วรอยชั่วคราว แต่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ ร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินเองตามธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าไปใต้ผิว สาร Biostimulator จะเริ่มกระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ผิวกระชับขึ้น และริ้วรอยลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ของ Biostimulator อาจใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน แต่ข้อดีคือ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่าการฉีด Filler และช่วยปรับโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้นจริง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่หย่อนคล้อยง่ายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น

5. คุณต้องการตัวเลือกที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงของปัญหาฟิลเลอร์ไหล

หากคุณกังวลเรื่อง ปัญหาฟิลเลอร์ไหล ก้อนใต้ผิว หรือความผิดรูปหลังฉีด Biostimulator อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะ ไม่ได้เติมสารเข้าไปโดยตรง แต่ช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ลดความเสี่ยงของฟิลเลอร์เคลื่อนตัว และช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

เรื่องล่าสุด

Plan Infinity VS Filler ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว!
สาระน่ารู้

Plan Infinity VS Filler ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว!

ในปัจจุบันหัตถการในการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้กลับมาเต่งตึงก็สามารถทำได้หลากหลายวิธี อย่างการฉีด Filler หรือ การฉีด Plan Infinity

ไรทำให้ Biostimulator โปรแกรม PLAN INFINITY โดดเด่นกว่าตัวอื่น
สาระน่ารู้

เปิดเผย! อะไรทำให้ Biostimulator โปรแกรม “PLAN INFINITY”  โดดเด่นกว่าตัวอื่น ๆ

ในยุคที่เทคโนโลยีความงามก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว “PLAN INFINITY” กลายเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความสนใจจากคลินิกและผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก แต่สิ่งที่ทำให้ “PLAN INFINITY”

ทำไมการ ร้อยไหม ถึงเป็นหัตถการปลอดภัย และมั่นใจได้?
สาระน่ารู้

ทำไมการ ร้อยไหม ถึงเป็นหัตถการปลอดภัย และมั่นใจได้ ?

การร้อยไหม เป็นนวัตกรรมเสริมความงามที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลี แพร่หลายสู่ยุโรป อเมริกา รวมทั้งประเทศไทย จากข้อจำกัดในอดีตของการปรับรูปหน้าและยกกระชับทำได้เพียงการผ่าตัดดึงหน้า ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานเละมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

Plan Infinity VS Filler ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว!
สาระน่ารู้

Plan Infinity VS Filler ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับปัญหาผิว!

ในปัจจุบันหัตถการในการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้กลับมาเต่งตึงก็สามารถทำได้หลากหลายวิธี อย่างการฉีด Filler หรือ การฉีด Plan Infinity

ไรทำให้ Biostimulator โปรแกรม PLAN INFINITY โดดเด่นกว่าตัวอื่น
สาระน่ารู้

เปิดเผย! อะไรทำให้ Biostimulator โปรแกรม “PLAN INFINITY”  โดดเด่นกว่าตัวอื่น ๆ

ในยุคที่เทคโนโลยีความงามก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว “PLAN INFINITY” กลายเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความสนใจจากคลินิกและผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก แต่สิ่งที่ทำให้ “PLAN INFINITY”

ทำไมการ ร้อยไหม ถึงเป็นหัตถการปลอดภัย และมั่นใจได้?
สาระน่ารู้

ทำไมการ ร้อยไหม ถึงเป็นหัตถการปลอดภัย และมั่นใจได้ ?

การร้อยไหม เป็นนวัตกรรมเสริมความงามที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลี แพร่หลายสู่ยุโรป อเมริกา รวมทั้งประเทศไทย จากข้อจำกัดในอดีตของการปรับรูปหน้าและยกกระชับทำได้เพียงการผ่าตัดดึงหน้า ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานเละมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง